ภายใต้การประยุกต์หลักการทฤษฎีของ คาร์ล มาร์กซ นำไปสู่การสร้างรูปแบบแห่งรัฐแบบใหม่ที่ วลาร์ดิมีย์ อิลยิส เลนิน นำไปต่อสู้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองสถาปนารัฐสังคมนิยมแห่งแรกคือสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต….หลังจากนั้น เหมาเจ๋อตง แห่งประเทศจีนก็นำไปประยุกต์ใช้ในการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศจีน จากการครอบงำของมหาอำนาจและเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง….และอีกในหลายๆประเทศก็เจริญรอยตาม…..ดังนั้น…จินตภาพของคำว่า ระบอบทุนนิยม ในความเข้าใจในแบบการอธิบายแบบมาร์กซิสต์จึงแพร่หลาย….และ เป็นสิ่งที่ผู้คนเชื่อว่า ทุนนิยม ก็คือความเลวร้ายและต้องเป็นเป้าหมายแห่งการทำลายล้าง…รวมไปถึงความเชื่อที่เชื่อว่า…วิวัฒนาการของสังคมในโลก ระบอบแห่งทุนนิยมก็คือระบอบที่ล้าหลังจะต้องล่มสลาย โดยมีสังคมใหม่เข้าแทนที่….

ความโน้มเอียงแห่งการคัดค้านต่อการพัฒนา ทุน จึงเกิดขึ้นในรูปแนวทางนโยบายและระบบความคิดของคนทั่วไป…ที่เชื่อว่า ทุน คือสิ่งที่ชั่วร้าย จึงเป็นผลทำให้เกิดการคัดค้านต่อการขยายศักยภาพทุน ขาดการการส่งเสริม การพัฒนา แห่งศักยภาพทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการนำมารับใช้มนุษย์ที่อยู่บนโลกมนุษย์….หากมิใช่มารับใช้บนจินตนาการแห่งความฝันอันเลื่อนลอยของโลกอุดมคติที่ห่างเหินแบบวิธีปฏิบัติที่สามารถกระทำได้อันสอดคล้องกับความเป็นจริง…..หรือไม่ก็บนพื้นฐานการทำลายล้างอย่างสุดขั้วอย่างเสรีที่กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันบนโลก……ด้วยการทำลายล้างมนุษย์ผู้ซึ่งดำรงไว้ซึ่งศักยภาพทุน….นั่นก็คือการทำลายล้างทุนทั้งทางกายภาพและทางปัญญา-จิตวิญญาณ

…………………………….

วิวัฒนาการของ “ทุน”ในสังคมไทย

กระบวนการพัฒนาของ ระบอบทุนในสังคมไทยเป็นไปในรูปแบบของการวิวัฒนาการในการปรับเปลี่ยนทางดุลยภาพของทุน โดยรูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่มีการปรับเปลี่ยนภายใต้การควบคุมการแปรเปลี่ยนกลไกกลางการแลกเปลี่ยน

ในสังคมบรรพกาล ของชุมชนบรรพกาลที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ที่เป็นอาณาเขตุของประเทศไทยปัจจุบัน มีการเกิดขึ้นของชุมชนในหลายๆแห่ง เช่นในภาคกลางบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี,บริเวณภาคอีสานตอนกลาง และที่ติดแม่น้ำโขง หรือในบริเวณของภาคเหนือ ร่องรอยอารยธรรมเหล่านี้มีปรากฏให้เห็น เช่น ศักยภาพของทุนทางปัญญาในการทำเครื่องใช้สอย อันได้แก่เครื่องปั้นดินเผา เครื่องไม้เครื่องมือในการทำการผลิตต่างๆ

ข้อสันนิษฐานแบบวิถีชีวิตของชาวชุมชนบรรพกาล สามารถเทียบเคียงได้จากแบบวิถีชีวิตของชนชาติส่วนน้อยที่ดำรงชีวิตโดยสัมพันธ์กับโลกภายนอกที่น้อยมาก จะเห็นได้ถึงแบบวิถีแห่งการใช้ทุน หรือระบอบของทุนในบรรพกาล ที่มีกลไกการแลกเปลี่ยน ทางศักยภาพของทุน ที่เกิดจากศักยภาพทางร่างกายหรือทางกายภาพ และศักยภาพทางปัญญา-จิตวิญญาณ ว่ามีความสัมพันธ์ และมีพัฒนาการเป็นไปอย่างไร จากได้กล่าวในรายละเอียดมาแล้วใน เรื่อง นิยามและความหมาย ของทุน

การก้าวเข้าสู่สังคมที่มีรูปแบบของรัฐ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในยุคกว่า 1 พันปี ที่ผ่านมาหรือประมาณ พุทธศตวรรษที่ 11- 18 ได้เกิดมีเมือง หรือชุมชนเมืองขึ้น โดยมีเมืองเอกและเครือข่ายการขึ้นต่อหรือการยอมรับต่ออำนาจ โดยไม่มีอาณาเขตุหรือการครอบครองพื้นที่ที่แน่นอน ของรัฐนั้นๆ อันได้แก่ ทวารวดี , มอญ,ลพบุรี, ศรีวิชัย , ขอม, เจนละ,เชียงแสน,ศรีเทพ,โคราปุระ, สีโครตะบอง, ฯลฯ จนมาถึง ล้านช้าง,ล้านนา , พะเยา,สุโขทัย,ลพบุรี,สุพรรณบุรี , อยุธยาเป็นต้น โดยรัฐต่างๆต่างก็เป็นอิสระในการครอบครองทรัพยากรบริเวณนั้นชุมชนเมืองนั้นๆในการทำการผลิตและมีการแลกเปลี่ยนกับชุมชนอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไป เช่น จีน,อินเดีย

ในยุคสุโขทัย ประมาณ ปลายพุทธศตวรรษที่ 17 จากหลักฐานทางศิลาจารึก ของพ่อขุนรามคำแหง ( ซึ่ง ปัจจุบันมีการโต้แย้งของนักวิชาการทางด้านโบราณคดี กันอยู่ว่าเป็นการจารึกขึ้นมาใหม่หรือไม่… ผู้เขียน อ้างอิงตามที่บันทึกแม้ว่าจะเป็นการโต้แย้งกันอยู่แต่มิใช่ประเด็นสำคัญ…แต่สิ่งที่นำเสนอคือการสะท้อนภาพแบบวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนั้น…อันมีศิลาจารึกอีกหลายแห่งที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน…) จะเห็นได้ว่ามีการใช้นโยบายรูปแบบทางเศรษฐกิจ แบบเสรี ที่รัฐไม่ได้เก็บภาษี คือใครใคร่ค้าขายแลกเปลี่ยนก็ทำได้ โดย เจ้าเมืองไม่เอาจังกอบ

ระบบกลไกกลางแห่งรัฐสุโขทัยที่เกิดขึ้นสามารถทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนที่เกิดดุลยภาพ ได้ดี เช่นประชาชนที่มีเรื่องเดือดร้อนก็สามารถร้องเรียนต่อ กลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนหรือกลไกอำนาจรัฐได้ หรือมีเรื่องเดือดร้อนใดๆก็ตาม กลไกกลางสามารถแก้ไขปัญหา หรือแสดงบทบาทที่ทำให้การแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนเป็นไปอย่างมีดุลยภาพของชุมชนเมืองนั้นๆ

การยอมรับต่อตัวแทนที่ควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนของประชาชน จึงเกิดขึ้นจากพื้นฐานของความเชื่อมั่นและความศรัทธาต่อการนำและการยอมรับต่อความมีอภิสิทธิ์ของผู้นำที่จะต้องเป็นไปของเงื่อนไขสถานการณ์ต่างๆในยุคนั้น ไพร่ฟ้าหน้าใส เป็นการสะท้อนถึงมาตรฐานชีวิตของประชาชน และความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่งของรายได้ประชาชาติยุคนั้นของรัฐสุโขทัย ที่ประชาชนมีดุลยภาพของการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนทางกาย และทางปัญญา

ตราบจนปลาย พุทธศตวรรษ ที่ 19 ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ รัฐอยุธยาได้มี การสร้าง กลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน ที่มีการรวมศูนย์สู่ส่วนกลางอย่างเป็นแบบแผน ในแนวทางนโยบายที่เสริมศักยภาพของกลไกกลางแห่งรัฐ หรือกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนแห่งรัฐให้เข้มแข็งและเป็นปึกแผ่นของประชาชนที่สังกัดภายในรัฐ

ภายใต้สถานการณ์ที่มีความตึงเครียด กับการรุกรานเพื่อแย่งชิงทรัพยากรของรัฐจากรัฐที่ใกล้เคียงภายนอก และการแผ่อิทธิพลเข้ามาของรัฐอื่นๆในโลกเช่นจากทางตะวันตก ที่มีการแลกเปลี่ยน ทองคำ กับเทคโนโลยีการป้องกัน เช่น อาวุธ รัฐต่างๆมีการพัฒนากองกำลังอาวุธในการบุกยึดแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความมั่งคั่งของรัฐ อยุธยา ที่อุดมสมบูรณ์ ไปด้วยผ้าไหมชั้นดี , ข้าว,ดินประสิว,ดีบุก ฯลฯ ที่สำคัญที่สุด คือทองคำ อันเกิดจากการขุดค้นและการสะสมจากการแลกเปลี่ยน อยุธยาจึงเป็นอาณาจักรที่มี จีดีพี และจีเอ็นพี สูงสุดในภูมิภาคนี้ในยุคนั้น ดินประสิว อันเป็นส่วนสำคัญ ในการสะสมไว้ของรัฐต่างๆในการสร้างเสริมศักยภาพทางอาวุธที่ใช้บรรจุปืนใหญ่ และ ปืนคาบศิลา เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญสินค้าหนึ่งที่นำความมั่งคั่งมาสู่รัฐอยุธยา

ความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดของรัฐชาติสมัยอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับรัฐชาติ ที่มี ราชธานี หัวเมืองเอก หัวเมืองรองและเครือข่ายประเทศราช มีการสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศ ที่ขยายขอบเขตุที่กว้างไกลออกไปถึงดินแดนโพ้นทะเลเช่นมหาอำนาจฝรั่งเศส

ในขณะที่เทคโนโลยีการคมนาคมทางเรือมีความก้าวหน้าขึ้นที่มีขีดความสามารถในการหาตำแหน่งทิศทางของแผ่นดินได้ถูกต้องในการเดินเรืออันเป็นผลจากวิทยาการด้านดาราศาสตร์ และการรู้จักใช้เข็มทิศในการเดินเรือ

ภายใต้การค้าแลกเปลี่ยนที่เป็นไปอย่างกว้างขวางจึงก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความก้าวหน้าด้านวิทยาการต่างๆเช่นด้านดาราศาสตร์,เทคโนโลยีด้านอาวุธ, การเดินเรือและกระบวนการผลิตต่างๆเช่นเครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น
ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีอาวุธของรัฐอยุธยา ถึงขั้นมีการส่งปืนใหญ่ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นไปขายถึงญี่ปุ่น

ในยุคนี้ มีการแต่งตั้ง ชาวต่างชาติ หลายประเทศเป็นที่ปรึกษา และดำรงตำแหน่งสำคัญในกิจการของรัฐ เช่น เจ้าพระยาวิชาเยนท์ จากโปรตุเกส ออกญาเสนาภิมุข จากญี่ปุ่น คณะที่ปรึกษาจากฝรั่งเศส คณะสอนศาสนาจากทางตะวันตก เป็นต้น จากอันตรกิริยาดังกล่าวจึงก่อให้ทุนแห่งรัฐอยุธยามีความแข็งแกร่งและเป็นรัฐที่มั่งคั่งที่มีการโยงใยไปในเอเชียแปซิฟิค ในเอเชียกลาง และในยุโรป

กรอบจริยธรรมทางพุทธศาสนาในสังคม ที่เผยแผ่เข้ามาในยุคนั้นโดยมีวัดเป็นสถาบันการถ่ายทอดทางปัญญา เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดศิลปวิทยาการทุกแขนง หรือการเสริมสร้างและการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนทางปัญญาของสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับพื้นฐาน แม้แต่เหล่าขุนนางก็มีการสร้างวัดเพื่อคนในสังกัดของตน

จากการก่อรูปพื้นฐานทางวัฒนธรรมอันมีหลักแห่งพุทธศาสนาเป็นเครื่องชี้นำทั้งในระดับผู้กุมกลไกรัฐที่ต้องอาศัยเป็นที่ปรึกษาในราชการต่างๆ และรวมลงไปถึงระดับพื้นฐานที่ต้องอาศัยวัดเป็นที่เสริมสร้างภูมิปัญญา
จึงทำให้ไม่มีการเกิดขึ้นของทิศทางการพัฒนาระบบการซื้อขายมนุษย์เหมือนในทางสังคมตะวันตกหรือรัฐอื่นๆในโลกที่มีการผ่านของลักษณะสังคมทาสที่มีการเปิดตลาดซื้อขายมนุษย์เป็นสินค้า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของสังคมไทยลักษณะของสังคมไม่มีทิศทางการพัฒนาไปเช่นนั้นถ้าเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของสังคมทาสในทางภูมิภาคอื่นที่มีพัฒนาการไปเช่นนั้น เช่นการเกิดประเทศอเมริกาที่เกิดขึ้นหลังการเกิดรัฐสุโขทัยที่เกิดก่อนร่วม 5-6 ร้อยปี แต่ไม่มีระบบซื้อขายทาสเสรีเหมือนอเมริกาในรัฐสุโขทัย และยุคต่อๆมา เป็นต้น

ที่ตกเป็นทาสส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะเป็นเชลยศึก หรือไม่ก็เป็นการกวาดต้อนแรงงานเชลยศึกเพื่อมาสร้างเป็นรัฐกันชน หรือทำการผลิตในบริเวณรอบนอกเมือง หรือหัวเมืองชั้นรองลงไปโดยที่เชลยศึกเหล่านั้นยังมีอิสระในการดำรงชีพโดยมีสังกัดหรือตกเป็นไพร่

อีกทั้งลักษณะของเชลยศึกส่วนใหญ่จะเป็นวงศาคณาญาติของชนชั้นนำในรัฐที่พ่ายสงครามหรือไม่ก็เป็นปัญญาชนในยุคนั้นเช่นช่างฝีมือด้านต่างๆ การผ่อนคลายความเข้มงวด หรือการยอมรับในศักยภาพจึงมีสูงกว่าลักษณะที่ดูถูกเหยียดหยามว่าต่ำต้อยกว่าเชื้อชาติแห่งตน ผลที่เกิดขึ้นจึงเกิดเป็นการกว้านทุนทางปัญญาเพื่อมาสร้างความมั่งคั่งให้รัฐ จึงไม่เกิดลักษณะที่ว่ารัฐๆหนึ่งขายทาสให้อีกรัฐ หรือ มีการเปิดตลาดเสรีค้าทาสระหว่างรัฐ หรือการกระทำที่ยอมรับต่อการใช้อำนาจหรือการที่มีกองกำลังที่เหนือกว่ากวาดต้อนผู้คนไปขายอย่างเสรีเพื่อสร้างความมั่งคั่งแห่งรัฐ

แม้แต่การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชนชาติอื่นในรัฐกลับได้รับการคุ้มครองหรือมีอิสระมากกว่าไพร่ในสังกัดของคนในรัฐเสียอีกเช่นกลุ่มคนชนเชื้อสายจีนที่ต้องค่าธรรมเนียมเท่านั้นหรือค่าผูกปี้… โดยไม่ต้องสังกัดไพร่ กลุ่มนี้จึงมี การสะสมทุนได้สูง กว่าคนท้องถิ่น…

ในขณะที่ไพร่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน 6 เดือนเพื่อใช้แรงงานให้กับรัฐที่มีการกุมกลไกรัฐของชนชั้นนำ แรงงานที่ถูกเกณฑ์นอกจากทำการผลิตให้กับหน่วยที่ตนสังกัด ยังมีการสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อประชาชนในรัฐได้ใช้ หรือไม่ก็เพื่อการป้องกันการรุกรานจากรัฐอื่น ไพร่จึงเหลือเวลาเพียงน้อยนิดในการสร้างผลผลิตและเพื่อการสะสมทุน…

ในยุครัตนโกสินทร์ สมัยที่มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ใน รัชกาลที่5 ได้ทรงให้มีการเลิกระบบการเป็นทาส ทาสในลักษณะที่แตกต่างจากสังคมทางยุโรปและอเมริกาที่ใช้กำลังไปกวาดต้อนเพื่อทำการค้าและเปิดตลาดค้าขายกันอย่างเสรี จะเป็นลักษณะทาสในเรือนเบี้ย หรือที่มาเป็นทาสในลักษณะการชดใช้มูลหนี้ต่างๆเป็นหลัก…ตามกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนในยุคนั้น

ในสมัยนี้ได้มีการปรับปรุงกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนในทุกๆด้าน อันเป็นรากฐานต่อการแปรเปลี่ยนอย่างสันติหรือรักษาความมีดุลยภาพ เช่นการจัดตั้งสถานศึกษาต่างๆเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทุนทางปัญญา การปรับปรุงสาธารณูปโภคขั้นมูลฐาน
ขณะที่มีการแผ่อิทธิพลเข้ามาของรัฐชาติตะวันตก เทคโนโลยีภายหลังจากที่มีการการปฏิวัติอุตสาหกรรมในตะวันตกหลั่งไหลเข้ามา พร้อมๆกับอารยธรรมยุคใหม่จากทางตะวันตกของระบอบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ที่มีอุดมการณ์การปกครองแบบประชาธิปไตย

การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ที่เกิดขึ้น แบบสันติจึงเป็นกระบวนการของวิวัฒนาการ ไม่ใช่ลักษณะของการพัฒนาในแบบที่เรียกว่าเป็นการปฏิวัติ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการเกิดขึ้นของความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนของกลุ่มชนชั้นนำที่ร่วมกับกลุ่มเท็คโนแครตซึ่งเป็นชนชั้นปกครองในสังคมเอง ที่จริงแล้วถึงไม่ใช้กำลังทหารยึดอำนาจ ก็จะต้องเกิดการปรับเปลี่ยนอยู่แล้วทั้งนี้เนื่องจาก ชนชั้นนำยุคนั้นล้วนมีรากฐานการศึกษาจากตะวันตกที่มีแนวคิดแบบประชาธิปไตย

การเปลี่ยนแปลงโดยโครงสร้างชั้นบนที่มีการควบคุมการแปรเปลี่ยนให้อยู่ในสภาวะที่มีดุลยภาพ โดยไม่ได้เป็นผลอันเกิดจากขบวนการลุกฮือเคลื่อนไหวของประชาชนทั้งประเทศหรือในสิ่งที่เรียกว่าการปฏิวัติ
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะมีการสูญเสียชีวิตเท่าไหร่ของการต่อสู้ทางความคิดและจากสภาวะปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกิดขึ้นอันจะต้องเป็นไปในทิศทางที่ไร้ระเบียบ ถ้าหากขาดองค์กรนำ หรือมีการนำที่ไร้ทิศทางที่ถูกต้อง

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 จึงเป็นกระบวนการของวิวัฒนาการ ที่ เกิดจากกระบวนการสร้างตนเองขึ้นใหม่อันเป็นวิวัฒนาการของกลุ่มชนชั้นนำในสังคมจึงไม่ใช่เป็นกระบวนการปฏิวัติในทางการเมือง ที่มีลักษณะขบวนการล้มล้างแบบถอนรากถอนโคนของระบบองค์รวมทั้งระบบในประเทศอันรวมไปถึงรูปการจิตสำนึกต่างๆ…

กระบวนการวิวัฒนาการของทุน ในไทยจึงมีการปรับเปลี่ยนภายใต้การเปลี่ยนถ่ายอำนาจอย่างสันติ กลุ่มที่มีการสะสมทุนมากก็คือกลุ่มชนชั้นนำในสังคม กลุ่มพ่อค้าจีนและต่างชาติอื่นๆที่มีการสะสมทุน จากการที่ไม่ต้องตกเป็นไพร่ คือจ่ายเฉพาะค่าธรรมเนียม นอกจากนั้นกลุ่มเหล่านี้ มี แนวคิด ของระบบอุปถัมภ์ ที่ไม่เหนียวแน่นเท่ากลุ่มที่เคยสังกัดไพร่ และมีแนวคิดที่ทันสมัยกว่ากลุ่มอื่น เช่นระบบการประมูลเป็นนายอากรบ่อนเบี้ย เมื่อมีการเรียกเก็บภาษีอากรที่สูงชนชั้นนำที่รับผิดชอบสามารถโยนความผิดมาให้นายอากรได้ เมื่อนายอากรเหล่านี้มีการสะสมทุนที่สูงมากต่อมาก็มีอำนาจทางการเมืองอันสามารถมีศักดินาในที่ดินและมีไพร่ในสังกัด รวมทั้งมีการดำเนินธุรกิจการเมืองแบบผูกขาด เช่นสัมปทานในด้านต่างๆที่มีสัมพันธ์กับทุนต่างชาติ และ เมื่อสังคมโลกเปลี่ยนไปทุนเหล่านี้จึงกลายมาเป็น ทุนของเอกชนที่มีขนาดใหญ่ในชาติ

ในขณะที่กลุ่มที่ มีการครอบครองที่ดินไว้จำนวนมากและมีไพร่ในสังกัดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของระบอบการผลิต และทางการเมือง ศักดินาที่มีจึงเป็นเพียงตำแหน่งแต่มีระบบของเบี้ยหวัดหรือเงินเดือนแทนตามกลไกที่รับผิดชอบ จึงมีเพียงที่ดินในบางแห่งอันเป็นทำเลดี หรือมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่ดียังมีการถือครองไว้ ทั้งนี้เนื่องจากภาระในการเลี้ยงดูคนจำนวนมากที่เป็นไพร่อันเป็นภาระหนัก ไพร่จึงได้รับการปลดปล่อย
ในขณะที่บางกลุ่มที่ต้องเลี้ยงดูคนในสังกัดที่ยังสมัครใจขออยู่ในสังกัด ตามความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ของไทย ย่อม สูญเสียศักยภาพแห่งการสะสมทุนหรือศักยภาพในการออม กลุ่มเหล่านี้จึงเป็นเติบโตมาเป็นกลุ่มทุนขนาดกลางในภูมิภาคและส่วนกลาง วัฒนธรรมระบอบอุปถัมภ์ประกอบกับวัฒนธรรม การมีภรรยาหลายคนของชนชั้นนำในยุคนั้น เช่นบางคนมีหลายสิบคน ย่อมก่อเกิดบุตรหลานมากมาย ซึ่งบางคนในยุคนั้นมีบุตรถึง 30 – 40 คน ที่จะต้องดูแลอยู่ในสังกัด ยังไม่รวมที่เกิดจากไพร่ในสังกัดอีก อันก่อเป็นระบบสายสัมพันธ์ของเครือญาติที่ขยายวงกว้างขวางออกไปอีก การกระจายของทุนจึงแตกตัวกว้างขวางออกไป เชื่อมโยงใยกับกลุ่มทุนที่มีเชื้อสายมาจากต่างชาติของยุคนั้น

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 การอพยพของชาวจีนกระจายไปทั่วโลก ในการมาตั้งถิ่นฐานในไทยมีจำนวนสูงมาก ภายใต้สายสัมพันธ์ทุนทางสังคมหรือการใช้ศักยภาพทางสังคมอันก่อให้เกิดทุนเช่น เชื้อชาติ ,แซ่ เดียวกัน วัฒนธรรมความเชื่อที่เป็นแบบเดียวกัน

ในขณะที่ในจีนเองก็ถูกครอบครองจากจักรวรรดินิยมและมีกฎหมายที่รุนแรงกับคนจีนในการกลับคืนประเทศ เป็นสิ่งที่ผลักดันให้ชาวจีนโพ้นทะเล ร่วมมือและสนับสนุนซึ่งกันและกันในการทำการค้า อันมีพื้นฐานที่มีความเชี่ยวชาญกว่าคนท้องถิ่น จึงมีการสะสมทุนที่รวดเร็ว และเป็นกลุ่มทุนที่มีขนาดใหญ่ในประเทศและในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

และทุนส่วนนี้จึงกลายมาเป็นทุนขนาดใหญ่ในประเทศเมื่อมีสายสัมพันธ์ กับกลุ่มกลไกอำนาจรัฐ เพื่อให้ได้สิทธิในการผูกขาดด้านต่างๆยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งของทุน อันเป็นรากฐานของระบบธุรกิจการเมืองไทยปัจจุบัน

การเกิดขึ้นของระบบเจ้าพ่อมาเฟียในส่วนกลางและภูมิภาค ก็เช่นกันเป็นผลพวงจากการหาช่องว่างของกฎหมาย หรือการร่วมมือของผู้กุมกลไกรัฐที่ไม่มีการควบคุมโดยให้อภิสิทธิ์ หรือมีการปรับเปลี่ยนกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน อันมีผลให้กลุ่มเหล่านี้ได้เปรียบในทางสังคม และปรับบทบาทแห่งทุนเหล่านั้นสู่การแสวงหาผลประโยชน์ด้วยอำนาจอิทธิพลทางการเมือง กลุ่มเหล่านี้เป็นสิ่งที่ขัดขวางต่อการสร้างดุลยภาพของทุนต่างๆในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตของทุนขนาดเล็ก และ ขนาดกลางในชนบท
กลุ่มเหล่านี้จึงเป็นเป้าหมายในการที่จะต้องจำกัดบทบาทและลดศักยภาพของทุนเหล่านี้ลง ทั้งนี้ศักยภาพเหล่านี้ล้วนเป็นศักยภาพที่สร้างผลลบที่สร้างปัญหาในด้านต่างๆให้กับสังคม เช่น ยาเสพติด โจรผู้ร้าย การคอร์รัปชั่น ฯลฯ และขัดขวางต่อการสร้างดุลยภาพของทุนในองค์รวมของระบบ

จากการพัฒนาของทุนที่ขาดดุลยภาพดังกล่าว ทุน ในสังคมไทยจึงมีการกระจุกตัวอยู่ที่คนจำนวนน้อยในสังคมที่มีบทบาทกุมกลไกกลางของการแลกเปลี่ยน ในขณะที่คนส่วนใหญ่ขาดโอกาสในการสะสมทุน หรือมีการสะสมได้น้อย จึงเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆมากมายในสังคมไทยปัจจุบัน อันเป็นผลพวงจากการขาดดุลยภาพของทุน โดยจะต้องมีนโยบายในการสร้างเสริมขึ้นในส่วนที่ขาดดุลยภาพ มีการจำกัดบทบาทศักยภาพทุนลักษณะที่เป็นพันธนาการขัดขวางหรือทุนที่ไร้ศีลธรรม และส่งเสริมต่อทุนขนาดใหญ่ในเวทีสากลเพื่อเปิดโอกาสให้ทุนระดับล่างได้งอกเงย

( ยังมีต่อไปเรื่อยๆ)

 

ผู้เขียนขอกล่าวถึงการนำเสนอแนวคิดนี้สักเล็กน้อย…กล่าวคือเมื่อราวสมัยปลายยุค พลเอกเปรมฯ เป็นนายกรัฐมนตรี…ผู้เขียนได้ทบทวนดูแนวคิดทางการเมืองและสังคมในยุคนั้นที่มีการนำเสนอก็เพียง2แนวคิดคือแบบเสรีประชาธิปไตย และสังคมนิยม….ผู้เขียนจึงมาคิดว่าแนวคิดแบบสังคมนิยมหรือแบบมาร์กซิสต์นั้น อันมีรากฐานจากแบบวิธีคิดปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษ มีจุดอ่อนอย่างไร…..จึงเกิดแนวคิดระบอบทุนนิยมแห่งสังคมขึ้นมา….และได้นำเสนอให้นายทหารท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งช่วยชี้แนะตรวจทานให้

หลังจากนั้น ผู้เขียนจึงคิดว่าจะต้องมีแบบวิธีการอธิบายที่อธิบายได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร…ที่ทำให้ในฝ่ายสังคมนิยมถึงต้องโจมตีกันตลอดว่าเป็นฝ่ายลัทธิแก้….และในที่สุดก็เห็นว่า…เนื่องจากการวิเคราะห์ทุน….จึงเป็นที่มาของแนวคิดเรื่อง…..องค์รวมพหุภาพทุน….(ที่นำเสนอปัจจุบันเป็นการเรียบเรียงใหม่อีกครั้ง….)

จากนั้นมาอีก หลายปี ผู้เขียนก็จึงได้ ค้นคิดปรัชญาฟิสิกส์ คือกระบวนทัศน์องค์รวมในกรอบ10มิติ….ดังได้ชี้แจงมาแล้ว….เป็นเพียงการนำเสนอในกรอบการค้นคว้าเชิงประจักษ์นิยมให้ได้ค่าประมาณการที่กว้างขวางขึ้น…และเพื่อหากรอบการอธิบายให้ชัดเจนขึ้นในเชิงประจักษ์นิยม…

…………………………….

องค์รวมพหุภาพทุน
และระบอบทุนนิยมแห่งสังคม(ต่อ)

……………………………..

องค์รวมพหุภาพทุน
กับระบอบเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม

จากการทำความเข้าใจในเบื้องต้นว่า…ทุน..ก็คือ องค์รวมแห่งศักยภาพแห่งทุนทางกายภาพ และศักยภาพทางจิตวิญญาณปัญญา…..ของมนุษย์ และการสั่งสมในทางสังคม….

การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ในสังคมก่อเกิดการสร้างกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน ที่มีความแตกต่างทั้งในระหว่างมนุษย์กับมนุษย์…มนุษย์กับสังคม…และสังคมกับสังคม ก่อให้เกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปแห่งกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุนในสังคม…

การแปรเปลี่ยนแห่งกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนใดๆ ต่างล้วนดำเนินไปบนกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติในการรักษาไว้ซึ่งดุลยภาพแห่งองค์รวมพหุภาพศักยภาพทุนในสังคม…

โครงสร้างชั้นบนในทางสังคมที่ประกอบไปด้วย โครงสร้างทางระบอบการเมือง…โครงสร้างทางรูปการจิตวิญญาณต่างๆ….กฎหมาย…กลไกอำนาจรัฐ….รูปการจิตสำนึกใดๆล้วนแล้วก็คือ รูปการของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพแห่งทุนที่ได้มีวิวัฒนาการไปในทางสังคม

ในการอธิบายของนักทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ คลาสสิก….อดัม สมิท เป็นครั้งแรกเมื่อ 200 กว่าปีที่ผ่านมา….ได้อธิบายถึงปรากฏการณ์ใหม่ในทางสังคมในยุคนั้น ที่ก้าวผ่านจากระบอบศักดินา เข้าสู่กระบวนการผลิตแบบลัทธิพาณิชย์นิยม หรือที่เรียกว่า ลัทธิ เมอร์แคนไตลิสม์…

อดัม สมิท ได้สร้างรากฐานให้กับการวิเคราะห์ แบบแยกส่วนย่อย อันก่อกำเนิดสาขาวิชาที่เรียกว่าเศรษฐศาสตร์ ขึ้นมา….ทฤษฎีของ อดัม สมิท เป็นการอธิบายถึงวิวัฒนาการที่แปรเปลี่ยนไปของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุน…

ทุนที่มีวิวัฒนาการไปสู่ขอบเขตุความสัมพันธ์ที่มีความกว้างขึ้นทั้งทางปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือ

ศักยภาพทุนทางกายภาพและจิตวิญญาณปัญญา มนุษย์ ก่อเกิดองค์รวมพหุภาพทุนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ก่อเกิดมูลค่าแห่งการสะสมทุน (ศักย์ ที่ดำรงอยู่)ของกลุ่มต่างๆ เช่นกลุ่มนายทุน ที่ควบคุมปัจจัยการผลิตต่างๆหรือองค์รวมพหุภาพทุนของกลุ่มคนและทรัพยากรต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของนายทุน…

มรรควิธี ที่ อดัม สมิท นำเสนอคือ กฎธรรมชาติ ( Natural Law) หรือหลักแห่งการค้าเสรี บนกรอบแห่งความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพ ของกลไกราคา และ ตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์…

การอธิบายของ อดัม สมิท และ เดวิท ริคาร์โด ในยุคนั้น ก็คือการอธิบายถึง การปรับปรุงประสิทธิภาพแห่งกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนในทางสังคม…

การสะสมทุน( capital formation ) ที่ อดัม สมิท ได้ให้คำอธิบายถึงปรากฏการณ์ในทางสังคมในยุคนั้น ก็คือการแสดงออกแห่งการสั่งสมในทางศักยภาพขององค์รวมพหุภาพทุน….

เมื่อวิเคราะห์ภายใต้กรอบกระบวนทัศน์องค์รวม9มิติจะเห็นว่า ศักยภาพทุนมีขอบเขตุที่กว้างขึ้น เช่น รูปการทางปัญญาหรือจิตวิญญาณ อันสั่งสมในทางกายภาพในรูปการของเครื่องมือการผลิตที่มีวิวัฒนาการสูงขึ้นล้วนมีศักยภาพทางปัญญาที่เกิดการต่อยอดพอกพูนทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพที่สูงขึ้น…ในทางปริมาณที่มีขนาดการผลิตที่มากขึ้นประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นต้น….

การใช้ทรัพยากรในทางธรรมชาติและสังคมที่สูงขึ้นและแปรเปลี่ยนเป็นศักย์ที่ดำรงอยู่ ทั้งของระบอบทุน ของมนุษย์ทั้งการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทางกายภาพในการดำเนินชีวิตและศักยภาพทางปัญญาจิตวิญญาณ…..และระบอบแห่งสังคมต่างๆ…

โลกในยุคนี้ แนวคิดทางวิทยาศาสตร์กลศาสตร์แบบนิวตันกำลังเฟื่องฟู…การนำเอาหลักการในทางคณิตศาสตร์มาใช้ในการหาคำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์จึงเกิดขึ้น…

ภายใต้การค้นคว้าหาค่าการตรวจวัดที่ให้ได้ค่าใกล้ความเป็นจริงมากที่สุด…สมการทางคณิตศาสตร์จึงถูกนำมาใช้อ้างอิง…
แบบจำลองทางเศรษฐมิติ…ในทางตัวเลขทางคณิตศาสตร์ล้วนต้องอ้างอิงกับค่าคงที่หนึ่งๆ…หรือการหาดัชนีสำคัญที่ชี้วัด…

ในการนำเสนอทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ของคาร์ล มาร์กซ ในยุคต่อมาโดยใช้หลักการวิเคราะห์สังคมและทุนที่เป็นหน่วยย่อยพื้นฐาน…

คาร์ล มาร์กซ ได้เสนอทฤษฎีมูลค่าส่วนเกิน หรือ  Theory of Surplus Value …ขึ้นมาโดยให้การอธิบายถึง ถึง ทุน ก่อเกิดจากแรงงาน…และแรงงานเป็นสิ่งที่สร้างมูลค่า…โดยจะแบ่งเป็น มูลค่าทุนคงที่ มูลค่าทุนแปรผัน และมูลค่าทุนส่วนเกิน และได้สร้างสมการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมูลค่าเหล่านี้…

ในส่วนของมูลค่าส่วนเกิน…ซึ่งมาร์กซ ได้อธิบายถึงการเอารัดเอาเปรียบของนายทุน และร่ำรวยจากการขูดรีดแรงงานส่วนเกินของคนงาน และมีแนวคิดว่าในกระบวนวิวัฒนาการทางสังคมระบอบทุนนิยมเป็นระบอบที่จะต้องล่มสลาย และจะเกิดสังคมใหม่คือสังคมคอมมิวนิสต์ขึ้นมา ภายใต้การต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพ…

ขอบเขตุเนื้อหาองค์รวมพหุภาพทุนและระบอบทุนนิยมแห่งสังคม

เพื่อให้เห็นภาพรวมกว้างๆถึงขอบเขตุเนื้อหาที่จะนำเสนอในแนวคิดซึ่งจะเน้นในลักษณะมหภาคมากกว่าในแบบจุลภาค…. จะประกอบไปด้วยหัวข้อใหญ่ๆดังนี้

-กลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน

-ระบอบเศรษฐกิจสังคมและการเมืองภายใต้การพัฒนาไปของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน

-ลักษณะขององค์รวมพหุภาพทุน
-รูปการศักยภาพแห่งทุนในทางกายภาพ
-รูปการศักยภาพแห่งทุนทางปัญญาและจิตวิญญาณ
-องค์รวมพหุภาพทุน ที่ประกอบไปด้วยศักยภาพทางกายภาพและทางปัญญาในทางสังคม อันได้แก่รูปการของทุนทางวัฒนธรรม สังคม และจิตวิญญาณ

-โลกาภิวัตน์ขององค์รวมพหุภาพทุน

-ระบบมูลค่ารูปการศักยภาพทุนทางปัญญา-จิตวิญญาณ
-เครดิต ความเชื่อถือ หรือศักย์ ที่ดำรงอยู่กลายเป็นมูลค่า
-ดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่ขององค์รวมพหุภาพทุน
-ทิศทางแนวทางนโยบายด้านเศรษฐกิจแห่งรัฐ
-นโยบายด้านการเงินการคลังแห่งรัฐ และภาคประชาชน

-พลังงาน การจัดการด้านทรัพยากร หรือศักยภาพทุนในเชิงกายภาพในทางสังคม

-มูลค่าของรูปการทางจิตวิญญาณ

- สุนทรียภาพ ความงาม ความรัก ความสุขที่สมดุล

-เศรษฐศาสตร์ แห่งความสุข

-ระบอบทุนนิยมแห่งสังคม

- วิวัฒนาการขององค์รวมพหุภาพทุน และระบอบแห่งรัฐ
-องค์กรคู่ขนาน และการขยายการมีส่วนร่วมขององค์กรประชาชน
-ทิศทาง อุดมการณ์แห่งรัฐระบอบทุนนิยมแห่งสังคม
-นวัตกรรมทางการเมือง-สังคม
-องค์กรและรูปการองค์กรทางสังคม
-ระบอบรัฐ ระบอบแห่งอำนาจรัฐธรรมาธิปไตย
-ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมไทย

ฯลฯ

การนำเสนออาจไม่เรียงหัวข้อตามนี้หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงหัวข้อใหม่ หรืออาจจะนำเสนอหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งก่อน และจะทะยอยบันทึกลงไปเรื่อยๆ….หากมีข้อคิดเห็นประการใดก็ขอเชิญจอมยุทธ์ทุกท่าน แสดงความคิดเห็นมาได้โดยโพสเป็นกระทู้หรือส่งมาทางอีเมล์ ก็ได้……คารวะ..กระบี่ดาวแดง..

ระบอบทุนนิยมแห่งสังคม
SOCIAL – CAPITALISM
…………………………….

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

ภายหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในซีกโลกตะวันตกเมื่อหลายร้อยปีก่อนซึ่งก่อให้เกิดการพัฒนาทุนนิยมอย่างเต็มรูปในขณะที่แนวคิดที่ตรงกันข้ามคือแนวคิดแห่งสังคมนิยม-สังคมคอมมิวนิสต์ก็ได้ก่อตัวนำไปสู่การปฏิวัติใหญ่ในรัสเซียและให้กำเนิดรัฐที่มีระบอบการปกครองตามแนวคิดแบบมาร์กซิสเป็นประเทศแรกและขยายตัวไปในหลายๆประเทศ

การแสวงหากำไรสูงสุดในระบอบทุนนิยมของปัจเจกชนในระบอบเสรีนิยม ขยายไปสู่รัฐและอุดมการณ์แห่งรัฐ ก่อให้เกิดทุนผูกขาดข้ามชาติที่มีการใช้อำนาจที่เหนือกว่ารุกรานและครอบครองทรัพยากรในรัฐต่างๆในโลกเพื่อประโยชน์สูงสุดของกลุ่มทุนผูกขาดที่เป็นประเทศมหาอำนาจ รัฐผู้ทรงอำนาจเหล่านี้ได้กลายเป็นประเทศจักรพรรดินิยมที่ครอบครองปัจจัยการผลิตและดินแดนต่างๆในทั่วโลก

ในทางตรงกันข้ามแนวคิดของระบอบสังคมนิยมตามทฤษฎีมาร์กซ์-เลนินซึ่งเน้นหนักในการพัฒนาทุนแห่งรัฐได้พัฒนาแนวคิดไปจนถึงขีดสุดคือสังคมจักรพรรดินิยม ภายใต้กรอบอุดมการณ์แห่งชนชั้นเดียวหรือเผด็จการแห่งชนชั้นกรรมาชีพ และแนวนโยบายการเร่งการสูญสลายทางชนชั้น ด้วยวิถีทางกำจัดเงื่อนไขที่เป็นพันธนาการกีดขวาง ทุกรูปแบบ

จากยุคสงครามเย็น จนถึงการล่มสลายแห่งสหภาพสังคมนิยมโซเวียตมาสู่การจัดระเบียบโลกใหม่ที่อาศัยเงื่อนไขทางด้านสิทธิมนุษยชน,ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม,ปัญหาการก่อการก่อการร้าย มาเป็นเงื่อนไขในการกีดกันทางการค้า และเป็นเครื่องมือในการขยายการครอบงำของกลุ่มทุนผูกขาดข้ามชาติ รวมทั้งการกีดกันในรูปกลุ่มประเทศ

การก่อกำเนิดระบอบทุนแห่งสังคมได้ถือกำเนิดขึ้นมาระหว่าง2ขั้วของระบอบทุนคือทุนที่มีทิศทางการพัฒนาไปสู่จักรพรรดินิยม และทุนที่พัฒนาไปสู่สังคมจักรพรรดินิยม กล่าวคือทุนเอกชนข้ามชาติผูกขาด และทุนแห่งรัฐข้ามชาติที่ผูกขาด ระบอบทุนนิยมแห่งสังคมคือระบอบทุนที่อยู่ตรงกลางระหว่างทุนทั้ง2 เป็นระบอบแห่งทุนที่มีศีลธรรมจรรยา(ethical capital) และมีทิศทางการพัฒนาของทุนเพื่อที่จะบรรลุสู่จุดมุ่งหมายการสร้างสันติภาพของโลก

การพัฒนาของทุนในปัจจุบันทุนผูกขาดข้ามชาติขนาดใหญ่ได้กลายเป็น พันธนาการกีดขวางสันติภาพของโลก ขณะเดียวกันแนวคิดแห่งทุนในระบอบสังคมนิยมที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้างสังคมคอมมิวนิสต์หรือสังคมที่ไม่มีชนชั้น หรือสังคมที่จะเหลือเพียงชนชั้นเดียว

การดำเนินกรอบแนวทางนโยบายในการเร่งการสูญสลายทางชนชั้นและด้วยแนวคิดแห่งเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพก่อให้เกิดการพัฒนาทุนแห่งรัฐที่มีขนาดใหญ่ที่เป็นอุปสรรคและกีดขวางต่อการสร้างสันติภาพของโลก และไม่สามารถที่จะบรรลุอุดมการณ์แห่งการสร้างสังคมนิยมและสังคมคอมมิวนิสต์ได้
ทั้งนี้เนื่องจากโลกปัจจุบันก็คือโลกแห่งทุนนิยมทั้งหมด เพียงแต่ว่าจะแตกต่างตรงความเข้มข้นของทุนว่าเป็นเอกชนหรือรัฐ ถ้ามีความเข้มข้นทางภาคเอกชนก็เรียกทุนนิยม หรือถ้ามีความเข้มข้นในทุนแห่งรัฐก็เรียกสังคมนิยม การจะบรรลุสู่การสร้างสันติภาพในโลกได้มีแต่จะต้องดำเนินแนวทางนโยบายในการพัฒนาทุนแห่งสังคมหรือทุนที่มีศีลธรรมจรรยาเท่านั้นจึงจะบรรลุจุดมุ่งหมายได้

ลักษณะพิเศษของระบอบทุนนิยมสังคม กล่าวคือ เป็นทุนที่ดำเนินการโดยไม่มีจุดมุ่งหมายในการแสวงหากำไรสูงสุดแบบกลไกหรือการอ้างอิงในเชิงปริมาณ,มูลค่าตัวเลขในการกอบโกยทรัพยากรต่างๆโดยไม่คำนึงถึงรูปแบบและวิธีการเพื่อให้บรรลุตามจุดมุ่งหมาย

หากแต่ว่าการดำเนินงานของระบอบทุนนิยมแห่งสังคมจะคำนึงถึงกรอบแห่งองค์รวม (holistic) กรอบแห่งบูรณาการของทุน ที่ครอบคลุมไปถึงการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางจิตใจและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมชะตากรรมภายใต้ดาวพระเคราะห์สีฟ้าแห่งโลกดวงเดียวกัน

หรือกล่าวได้ว่าการดำเนินงานของทุนในแง่การแสวงหาผลกำไรสูงสุดเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สุขร่วมกันของมวลมนุษยชาติ หรือกล่าวตามการวิเคราะห์ทุนตามแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ ก็คือการแปรกำไรส่วนเกินอันก่อเกิดจากแรงงานส่วนเกินให้กลับคืนสู่จุดแห่งดุลยภาพของทุนซึ่งต่างก็ได้รับผลประโยชน์สูงสุดร่วมกัน

สำหรับรูปธรรม ในไทยเช่น การดำเนินนโยบายที่มีการปรับเปลี่ยนแนวนโยบายจากในอดีตที่สนองต่อกลุ่มทุนผูกขาดในชาติ มาสู่การกระจาย,การกระตุ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาของทุนต่างๆในสังคมตั้งแต่ระดับรากหญ้า,ขนาดย่อม,ขนาดกลางให้เกิดการสะสมทุน,และแผ้วถางทางมีพัฒนาการที่มั่นคงและเติบใหญ่ขึ้น จากในอดีตที่ขาดดุลยภาพอย่างหนัก

การแปรทุนส่วนเกินให้กลับคืนสู่สังคมเพื่อให้เกิดดุลยภาพของทุน มีผลต่อการปรับดุลยภาพทางด้านสังคม,การเมือง,วัฒนธรรม และรูปการจิตสำนึกในสังคม หรือโครงสร้างชั้นบนในสังคมที่ก่อเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางรากฐานทางเศรษฐกิจ จากเดิมกลุ่มทุนที่มีไม่กี่ร้อยคนที่กุมทิศทางและชะตากรรมของทุนในประเทศได้สร้างภาระให้ประชาชนทั้งประเทศต้องมารับใช้ภาระหนี้สิน รวมทั้งผลักภาระความเสี่ยงนานาชนิดไปสู่ประชาชนส่วนใหญ่ ก่อให้เกิดการขาดดุลยภาพอย่างหนักต่อทุนในประเทศที่คนส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยคนไม่กี่ร้อยคน

การพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพทุน หรือ คน นั่นย่อมหมายถึงการยกระดับจริยธรรม จิตวิญญาณ ภูมิปัญญา ของผู้คน ให้บรรลุสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดคือ ความสุข….สันติภาพของมวลมนุษย์ย่อมเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในการพัฒนาทุนอันมีประสิทธิภาพสูงสุด…..และเป็นหัวใจหลักแห่งรากฐานทางแนวทางนโยบายทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง……

……………………………..

วิวัฒนาการระบอบทุนในโลก

ทุนนิยมเสรี……..ทุนนิยมแห่งสังคม……สังคมนิยม(สังคมทุนนิยม)

ทุนเอกชน………..ทุนที่มีศีลธรรม………..ทุนแห่งรัฐ

ทุนผูกขาด…………ทุนแห่งสังคม…………..ทุนผูกขาดแห่งรัฐ

จักรพรรดินิยม…..ธรรมาธิปไตย…………..สังคมจักรพรรดินิยม

………………………………….

โครงสร้างระบอบอำนาจรัฐ

……………..ทุนนิยมเสรี…………ทุนแห่งสังคม…….สังคมนิยม

ระบอบรัฐ…เสรีประชาธิปไตย….ธรรมาธิปไตย….ประชาธิปไตย
………………………………………………………………..รวมศูนย์

ระบอบแห่ง
อำนาจรัฐ….เผด็จการกลุ่มทุน…..ธรรมาภิบาล…….เผด็จการ
…………………………………………………………………ประชาธิปไตย
…………………………………………………………………ประชาชนที่นำ
…………………………………………………………………โดยกรรมาชีพ

………………………..

การพึ่งตนเองและเดินทางสายกลางตามทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริขององค์พระประมุข เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดของการดำเนินทุนอย่างมีศีลธรรมจรรยา

การที่สามารถเลี้ยงตนเองอยู่ได้และเจือจานผู้อื่นได้ ไม่เบียดบังธรรมชาติจนเกินไป เพราะการทำลายล้างธรรมชาติและสภาพแวดล้อมต่างๆเพื่อความอยู่รอดของตนเองหรือเพื่อความร่ำรวยของตนเองนอกจากจะสร้างสภาวะที่ขาดดุลยภาพในทุกๆด้านทั้งทางธรรมชาติและสังคมแล้วในที่สุดก็จะเป็นการทำลายตนเอง และสังคมโดยรวม

ในระบอบสังคมนิยมมีความโน้มเอียงต่อการพัฒนาทุนกล่าวคือ จะเน้นต่อการขยายพลังการผลิต(คนและเครื่องมือการผลิต)และเน้นต่อการกำจัดสิ่งกีดขวางต่อพลังการผลิต โดยขาดการวิเคราะห์ถึงผลกระทบจากการขยายพลังการผลิตและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางความสัมพันธ์ทางการผลิต ที่มีต่อธรรมชาติ,สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยรวม

การเพิ่มอัตราเร่งในการสร้างเงื่อนไขในการสูญสลายทางชนชั้นเพื่อสร้างชนชั้นเดียวที่มีทีทรรศน์เดียว เป็นการดำเนิน แนวทางนโยบายแบบกลไกและมีความโน้มเอียงต่อการขยายทุนแบบไร้ศีลธรรมจรรยา
กรอบวิธีวิเคราะห์แบบวิภาษวิธี ที่เน้นต่อการขจัดความขัดแย้งที่เป็นปรปักษ์ที่ต้องใช้รูปแบบที่เป็นปรปักษ์กันในการขจัดความขัดแย้ง ก็เป็นแนวคิดหนึ่งที่ทำให้ชนชั้นและชั้นชนต่างๆในโลกต้องกลายเป็นปรปักษ์กับชนชั้นกรรมาชีพในประเทศสังคมนิยมตามแนวคิดแบบมาร์กซิสต์และในที่สุดก็เป็นการทำลายตนเองของชนชั้นกรรมาชีพ

ในระบอบทุนเสรีที่เน้นการแสวงหากำไรสูงสุดด้วยวิถีทางต่างๆทุกวิถีทางรูปแบบวิธีคิด,แบบจำลองในการคิดที่ขาดการประเมินคุณค่าทางด้านจิตใจ,คุณค่าทางศีลธรรมจรรยาและความเป็นมนุษย์ เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายในการสร้างกำไรสูงสุดของนายทุน ก่อให้เกิดการทำลายล้างทางธรรมชาติและทางสังคมอย่างรุนแรง และก่อให้เกิดทาสยุคใหม่ที่มีวัฒนธรรมแบบใหม่ที่หยาบกระด้างทางจิตใจของความเป็นมนุษย์

การพึ่งพาอาศัยกันในทางธรรมชาติ เช่น symbiosis ในเซลล์ต่างๆที่มีการพึ่งพาอาศัยกัน โดยต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกัน ประกอบเป็นองค์เอกภาพเดียวกันและสร้างสภาวะที่เกิดดุลยภาพในเซลล์ เป็นตัวอย่างที่เห็นถึงการอยู่ร่วมกันที่เกิดดุลยภาพและมีการพัฒนา

ในทางสังคมมนุษย์เช่นกัน จากความไร้ระเบียบและขาดดุลยภาพแห่งทุน เป็นผลก่อให้เกิดความอัปลักษณ์ของโครงสร้างชั้นบน ที่สนองและรับใช้แก่กลุ่มคนจำนวนหนึ่งซึ่งมีจำนวนน้อยนิดที่เอารัดเอาเปรียบและทำลายล้างมวลมนุษยชาติในโลก อย่างเห็นแก่ตัว ตะกละตะกราม และไร้ศีลธรรมจรรยา
(ขออภัยที่ไม่สามารถแสดงแผนภูมิประกอบได้)

ทุน ( Capital ) :
นิยามและความหมาย

กระบวนการวิเคราะห์พื้นฐานในทางสังคมเพื่อให้เห็นถึงทิศทางแห่งการพัฒนาไปทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ล้วนแล้วก็คือการวิเคราะห์ถึงโครงสร้างแห่งความสัมพันธ์ต่างๆของทุนภายใต้การวิวัฒนาการไปสังคมนั้นๆ

ความหมายของคำว่า ทุน ดังได้กล่าวมาแล้ว…อันหมายถึงศักยภาพที่มีการสั่งสมมาในทางกายภาพและทางจิตวิญญาณของมนุษย์ในสังคม…

ในความหมายที่กล่าวมานี้ย่อมแตกต่างจาก แนวคิด ทวิลักษณะกลไกแบบมาร์กซิสต์ ที่ให้คำอธิบายว่าทุนก็คือแรงงาน….ภายใต้การใช้แรงงานของชนชั้นกรรมาชีพ แรงงานส่วนเกินของชนชั้นกรรมาชีพก่อเกิดมูลค่าส่วนเกินและเกิดการสะสมทุนของชนชั้นนายทุนที่ขูดรีดและเอาเปรียบสร้างความมั่งคั่งและก่อเกิดชนชั้นนายทุน…

ในความหมายในที่นี้ จะอธิบายให้เห็นว่า ที่จริงแล้วทุนก็คือการสั่งสมแห่งศักยภาพที่ดำรงอยู่อันแตกต่างกันของมนุษย์
ทั้งในทางศักยภาพทางกายภาพและศักยภาพทางปัญญาและจิตวิญญาณอันเกิดจากการเรียนรู้ที่สั่งสมมาในกระบวนการทางสังคม

ในความแตกต่างแห่งศักยภาพเหล่านี้ของคนที่ไม่เท่าเทียมกันอย่างสัมบูรณ์บนโลก อันเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งในจักรวาลที่ดำรงสถานะความเป็นเอกเทศอย่างสัมพัทธ์

ภายใต้ความแตกต่างเหล่านี้ ก่อให้เกิด กลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน ที่พัฒนามาเป็นระบอบการเมืองการปกครอง ระบอบเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม กฏเกณท์ต่างๆ บรรทัดฐานทางสังคม รูปการทางจิตสำนึก-จิตวิญญาณต่างๆ เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น เด็กทารกแรกเกิดในประเทศจีน หากเกิดมาเป็นเด็กชาย จะมีศักยภาพทางกายภาพที่สูงกว่า เด็กหญิง และมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุนสูงกว่า เด็กหญิง

จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า แค่เด็กร้อง อุแว้ …ก็มีมูลค่าสูงกว่าแล้วหาได้ใช้แรงงานส่วนเกินอะไรไม่..

ทุนแห่งศักยภาพทางกายภาพของเด็กที่ดำรงอยู่ ก่อเกิดมูลค่าได้ ที่มีมูลค่าสูงกว่าเด็กหญิง ย่อมเกิดจาก สิ่งที่เรียกว่า องค์รวมพหุภาพแห่งทุนในทางสังคม…

องค์รวมพหุภาพแห่งทุนในทางสังคม ก็คือองค์รวมแห่งการสั่งสมศักยภาพแห่งทุนในสังคมนั้นๆที่มีมานับแต่อดีต ปัจจุบัน และทิศทางแห่งอนาคต
การก่อรูปการองค์รวมทางวัตถุใดๆของสรรพสิ่ง ล้วนดำรงไว้ซึ่งร่องรอยแห่งอดีต ปัจจุบันและอนาคต ในกระบวนการพัฒนาไปของสิ่งนั้นๆ…

ความหมายของคำว่าทุน

ทุน ได้มีการให้ความหมายของคำว่า ทุนในปัจจุบัน เป็น 2 แนวคิดใหญ่ๆ

คือ แนวคิด แนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ แบบเสรีนิยม จะให้ความหมายที่ครอบคลุมไปทั้งหมด คือหมายถึงทรัพยากร ต่างๆรวมทั้งทรัพยากรมนุษย์ที่มีการนำใช้ในกระบวนการผลิต,การแลกเปลี่ยนสินค้า

ในขณะที่แนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์แบบมาร์กซิสต์ จะให้ความหมายของคำว่าทุน ก็คือ ผลอันเกิดจากแรงงานของมนุษย์ในการดำเนินการผลิต และผลจากแรงงานส่วนเกิน ที่ก่อให้เกิดมูลค่าส่วนเกินได้กลายมาเป็นทุนหรือเครื่องมือในการดำเนินการผลิตและก่อเกิดยุคทุนนิยม

สำหรับความหมายของคำว่าทุน ในที่นี้ หมายถึงคุณสมบัติที่ดำรงอยู่ในตัวมนุษย์ ที่แสดงออกถึงการสั่งสมไว้ทางศักยภาพอันประกอบเป็นองค์รวมพหุภาพของมนุษย์ ที่ทำให้เกิดความแตกต่างของมนุษย์แต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน

การแสดงออกของทุน ก็คือกระบวนการที่มนุษย์ มีอันตรกิริยา กับ สิ่งอื่นที่อยู่นอกตัวมนุษย์ เช่นระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ,มนุษย์ กับธรรมชาติ ภายใต้การดูดกลืน และการแผ่กระจายออกในการปรับดุลยภาพในความแตกต่างทางศักยภาพก็คือการแลกเปลี่ยนทุน

การกำเนิดของทุน มาจากความแตกต่างทางศักยภาพ ของมนุษย์ กล่าวคือในยุคบรรพกาล เมื่อมนุษย์มีการอยู่กันเป็นสังคมชุมชนแบบบรรพกาล ความแตกต่างทางกายภาพเช่นความแข็งแรง หรือความเชี่ยวชาญในการสังเกตุ , ทักษะ ประสบการณ์, ได้ก่อรูปให้เกิดการ แลกเปลี่ยนทางศักยภาพ
ผู้มีทุนทางศักยภาพสูงสุดและศักยภาพนั้นๆเป็นที่ยอมรับของสังคมนั้นหรืออยู่บนพื้นฐานของความต้องการของชุมชนนั้นๆก็ได้รับการยอมรับเป็นผู้นำ หรือเป็น กลไกกลาง ที่จะไกล่เกลี่ย และให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพที่เกิดดุลยภาพในชุมชนนั้นๆ และเป็นระบบแรกเริ่มของระบบกลางของการประเมินคุณค่าแลกเปลี่ยน รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของ กระบวนการแห่งอำนาจรัฐของชุมชน หรือระบบกลางในการแลกเปลี่ยนศักยภาพในทางการเมือง,วัฒนธรรม และสังคม

รัฐแห่งชุมชนบรรพกาลได้ก่อรูปการจิตสำนึกขึ้นมาบนพื้นฐานการประเมินคุณค่าของศักยภาพ ในทางจิตวิญญาณ และศักยภาพในทางวัตถุ จากที่มีรูปการจิตสำนึกทางสังคมแบบแบ่งปันกันที่มีดุลยภาพ ก็เริ่ม มี อภิสิทธิ์ ต่างๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนไปจากการขาดดุลยภาพของระบบกลางในการประเมินคุณค่าต่อศักยภาพของสิ่งต่างๆ

เมื่อสังคมได้ขยายใหญ่ขึ้นระบบกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนไม่ได้รับการปรับตัวให้เกิดดุลยภาพ เช่นการแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรม,ความไม่เท่าเทียมกันด้านต่างๆ ประกอบกับ มีการรุกรานซึ่งกันและกันของชุมชน รวมทั้งการรับรู้ ระหว่างชุมชน กับชุมชน ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ อันก่อให้เกิดการรวมตัวและการแยกตัวของชุมชน

ทุน ได้มีการนำใช้ นับแต่มนุษย์ เริ่มอยู่กันเป็นสังคม หรือแม้แต่ดำรงชีพอยู่อย่างโดดเดี่ยว ก็ยังต้องใช้ทุนทางปัญญาหรือทุนที่เกิดจากการสั่งสมทางประสบการณ์ ที่รวมไปถึงความคิดจินตนาการ ในการใช้ทุนเหล่านี้เพื่อต่อสู้ในการดำรงชีวิตอยู่กับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ

ชุมชนบรรพกาลหรือตามแนวคิดของสำนักมาร์กซิสต์ ที่อธิบายว่าเป็นสังคมคอมมิวนิสต์บรรพกาล ที่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน นั้น ที่จริงแล้ว ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความแตกต่างทางศักยภาพของมนุษย์ยังดำรงอยู่ ระบบกลางของการไกล่เกลี่ยหรือแลกเปลี่ยนศักยภาพที่จะต้องไม่เท่าเทียมกัน เช่นความรัก ความผูกพัน ของครอบครัวหนึ่งๆย่อมไม่เท่ากัน ,กิเลส,ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่มีความแตกต่างกันก็ยังมีอยู่ ซึ่งก็คือมีการดำรงอยู่ของรูปการอันก่อให้เกิดอภิสิทธิ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน

การวิเคราะห์ว่าเป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้น คือเป็นสังคมที่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันคงไม่เป็นความจริง ทั้งนี้เนื่องจากความเป็นจริงในทางธรรมชาติที่ไม่มีสิ่งใดๆเท่าเทียมกันอยู่แล้วอย่างสัมบูรณ์

สิ่งที่เรียกว่าความเสมอภาคก็คือกระบวนการภายใต้กรอบแห่งการแลกเปลี่ยนหรือกระบวนการของอันตรกิริยาที่มีดุลยภาพภายใต้การเคลื่อนที่ ดังนั้นย่อมไม่มีสิ่งที่สัมบูรณ์ของความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมของชนชั้นสิ่งที่เท่าเทียมอย่างสัมพัทธ์ของมนุษย์ก็คือ การเกิดการแลกเปลี่ยนที่มีดุลยภาพภายใต้การเคลื่อนที่ของศักยภาพที่แตกต่างกันของมนุษย์

เมื่อสังคมพัฒนาไป ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกลไกของระบบเริ่มมีความซับซ้อนสูงขึ้น มีการสร้างระบบกลางการแลกเปลี่ยนดุลยภาพที่เข้มแข็งขึ้น การใช้สิ่งของหาได้ยากมาแลกเปลี่ยนไปสู่ระบบการใช้เงินตราแลกเปลี่ยน และ ภายใต้การพัฒนาไปของรูปการจิตสำนึกในทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จากชุมชนเดี่ยวๆ กลายเป็นหลายๆชุมชน และเป็นรัฐ

การขยายตัวทางศักยภาพ จากบุคคล มาเป็นกลุ่มบุคคล กลุ่มสังคม และกลุ่มระบอบรัฐ โดยมีการรวมตัวของกลุ่มคนหรือตัวแทนของกลุ่มที่มีศักยภาพสูงกว่า กลุ่มบุคคลอื่น ทำหน้าที่ควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพของคนในสังคม อันได้แก่กลไกทางการผลิต,กลไกการป้องกันและการรักษาตนเอง, กลไกทางจิตวิญญาณต่างๆ อันก่อเป็นรูปการจิตสำนึกในสังคมนั้นๆ

การพัฒนาทางเทคโนโลยีในการผลิตที่ล้าหลังที่ต้องพึ่งพาอาศัยแรงงานจากมนุษย์ เป็นหลัก ภายใต้การแย่งชิงทรัพยากรและผลผลิตต่างๆระหว่างรัฐกับรัฐเพื่อสร้างความมั่งคั่ง หรือการเสริมสร้างศักยภาพให้กับรัฐของตนเอง

แรงงานมนุษย์หรือทุนทางศักยภาพของมนุษย์ทั้งทางกายภาพและทางปัญญาจิตวิญญาณ ได้ถูก กลุ่มที่มีอำนาจในการควบคุมกลไกกลางของรัฐ นำมาแลกเปลี่ยนเป็นสินค้า และมีการเกิดขึ้นของตลาดซื้อขายมนุษย์ที่เป็นไปอย่างกว้างขวาง และเข้าสู่ยุคสังคมทาส
การขาดดุลยภาพ ทางกลไกกลางของสังคมเป็นไปอย่างรุนแรงจนในที่สุดเกิดการลุกฮือของทาส และก่อให้เกิดการปรับดุลยภาพทางสังคมใหม่ของกลไกกลาง พร้อมๆกับ ความก้าวหน้าขึ้นของเทคโนโลยีการผลิต กลุ่มชนชั้นนำในสังคมต้องมีการปรับเปลี่ยนกลไกกลางใหม่ เป็นในรูปของ การแลกเปลี่ยนผลผลิตจากแรงงาน กับการคุ้มครองทางสวัสดิภาพของบุคคลหรือกลุ่มคนที่อยู่ภายใต้สังกัดเดียวกันซึ่งกลายเป็นไพร่ ในยุคนี้ที่ต้องเสี่ยงกับการรุกรานกวาดต้อนทุนหรือผู้คน และก่อเกิดสังคมศักดินา ที่มีการครอบครอง และแบ่งปันการถือครองปัจจัยการผลิตหลักคือที่ดินหรืออาณาเขตุที่เป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติด้วยการใช้กำลัง หรือเทคโนโลยีการรบและป้องกันตนเองที่เหนือกว่าครอบครองเขตุแดนนั้นๆจนเกิดเป็นรัฐชาติต่างๆ

การค้นคว้าทางการผลิต ทำให้เกิดการพัฒนาทางเทคโนโลยี ไปสู่การคิดค้นการใช้เครื่องจักรไอน้ำ มาทดแทนแรงงานในการผลิต อันเป็นกระบวนการผลิตที่ก้าวหน้ากว่า และเกิดกระบวนการผลิตในรูปแบบของโรงงาน ที่มี การเกิดขึ้นของกลุ่มที่เรียกว่านายทุน ที่มีสีสัน แตกต่างจากชนชั้นนำเดิม และมีระบบการขายแรงงานแบบรับจ้างเกิดขึ้น นั่นก็คือการเกิดขึ้นของผู้ขายแรงงาน และก้าวสู่ สังคมที่มีรูปแบบความสัมพันธ์แบบใหม่ที่เราเรียกกันว่า สังคมทุนนิยม ที่มีการพัฒนาและมี กลไกกลาง ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆมาจนทุกวันนี้

การคาดหมายแบบกลไกในแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ที่ คาดหมายว่าระบอบทุนนิยมจะล่มสลายและจะเป็นการเกิดขึ้นของสังคมคอมมิวนิสต์นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากในความเป็นจริงของมนุษย์ ถ้าหากว่าสังคมที่เกิดจากการดำเนินแนวทางนโยบายตามกรอบการจำแนกชนชั้นการสร้างเงื่อนไขในการทำลายชนชั้น ในรูปแบบที่นักลัทธิมาร์กซ์ดำเนินงาน หรือภายใต้กรอบหรือแนวคิดที่คิดว่าต้องอาศัยความพยายามทางอัตวิสัย เพื่อสร้างเงื่อนไขให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยมีรูปธรรมคือการคัดค้าน ,การต่อต้าน,การทำลาย ต่อระบอบทุนนิยม เพื่อเป็นเงื่อนไขต่อการเกิดขึ้นของสังคมคอมมิวนิสต์ที่ไม่มีชนชั้นตามแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ คงเป็นไปไม่ได้เลย เพราะรูปแบบ,วิธีการ,แนวทาง,นโยบาย ดังได้กล่าวมาข้างต้น ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมมนุษย์

เป้าหมายในการทำลาย ระบอบทุนนิยม จึงเป็นเป้าหมายที่ผิดอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่สอดคล้องความเป็นธรรมชาติของทุน ซึ่งทุน ยุคปัจจุบันก็คือการสั่งสมทางศักยภาพของมนุษย์

ทุน มีการดำรงอยู่มาแต่บรรพกาล จนถึงปัจจุบันหากมิใช่ว่าเมื่อเกิดกระบวนการผลิตที่มีการจ้างแรงงานและมีชนชั้นกรรมกรที่ยังชีพด้วยการขายแรงงาน จึงจะมีการเกิดขึ้นของทุน

การจำแนกความแตกต่างของสังคม ก็คือความแตกต่างขององศาแห่งความเข้มข้นของการใช้ทุนในรูปแบบที่แตกต่างกัน การที่จะบรรลุสังคมตามอุดมคติของนักลัทธิมาร์กซ์ ได้นั้นจะต้องมีกระบวนแห่งวิธีการที่ถูกต้องและสอดคล้องความเป็นจริงทางธรรมชาติของสังคมมนุษย์

ไม่ว่าจะเรียกว่าสังคมอะไรโลกปัจจุบันก็คือโลกของการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดดุลยภาพของทุนหรือ โลกทุนนิยมทั้งสิ้น ซึ่ง ก็มีการดำรงอยู่ของรูปแบบ การแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุนในหลายๆรูปการ เหมือนแบบบรรพกาลเช่น ศักยภาพทางกายที่ได้เปรียบ รูปแบบสังคมทาส เช่นการค้ามนุษย์ในรูปแบบที่มีการแลกเปลี่ยนที่มีความซับซ้อนขึ้น รูปแบบสังคมศักดินา เช่น การผูกขาดการครอบครองในปัจจัยการผลิตเช่นที่ดินหรือแหล่งทรัพยากร รวมทั้งระบบเจ้าพ่ออิทธิพล หรือรูปแบบ ของ ตลาดเสรีของการขายแรงงานกายและแรงงานสมอง หรือที่เรียกว่าทุนนิยม

ทั้งนี้ การจำแนกรูปแบบสังคมก็คือการจำแนกประมาณการความเข้มข้นของรูปแบบการใช้ทุน และระบอบแห่งกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน

การพัฒนาทุนในสังคมมนุษย์ มีการพัฒนากล่าวคือ ทุนคือศักยภาพ ที่แสดงออกภายใต้การเปรียบเทียบและอันตรกิริยาของมนุษย์ในสังคมผ่านทางกลไกกลางที่เป็นรูปการต่างๆในสังคม ทิศทางหลักของการพัฒนาไปของทุนก็คือทิศทางแห่งการรักษาไว้ซึ่งดุลยภาพขององค์รวมร่วมกันของระบบย่อยภายใต้ความเป็นเอกภาพร่วมกันขององค์กรใหญ่ ที่เป็นองค์รวมพหุภาพของระบบ

การทำลายทุนก็คือการทำลายศักยภาพของมนุษย์ที่ดำรงความแตกต่างในสังคม เพราะศักยภาพที่แสดงออกของมนุษย์อันประกอบไปด้วยแรงงานกายและแรงงานสมองก็คือทุน ที่มนุษย์มีอยู่ไม่เท่าเทียมกัน ทั้งทางกายภาพและทางกระบวนการทางสังคมที่มีพัฒนาการไปไม่เท่าเทียมกัน

เพราะกล่าวถึงที่สุดแล้ว ทุนก็คือคน และคนก็คือทุน

การดำเนินการเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการพัฒนาของทุนหรือเกิดดุลยภาพในระหว่างการเคลื่อนที่ไปของทุนในสังคม ที่เข้าสู่ยุค โลกาภิวัตน์ของทุน ในปัจจุบัน จะต้องดำเนินการใน รูปแบบ ของ ระบอบทุนนิยมแห่งสังคม ดังที่จะกล่าวในรายละเอียดต่อไป

ระบอบทุนนิยมแห่งสังคม ในการอธิบายในที่นี้จะแตกต่างจาก คำว่า ทุนทางสังคม ซึ่งคำว่าทุนทางสังคมหมายถึงการ นำใช้ทุนแห่งปัจเจกชนอันเกิดจากการก่อรูปการการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนจากรูปการทางสังคมต่างๆเช่น ความสัมพันธ์ครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมสถาบัน ศาสนา เชื้อชาติ ความเชื่อมั่น ความศรัทธา เป็นต้น ซึ่งการนำใช้ทุนทางสังคม ในความหมายแบบนี้ โดยไม่จำแนกย่อมเกิดผลกระทบต่อการสร้างดุลยภาพ เช่น ลัทธิคลั่งชาติ ,ลัทธิชาตินิยม เป็นต้น

การคิดใหม่ต่อหลักการ
และแนวคิดทั่วไปในการวิเคราะห์:

หลักการพื้นฐานโดยทั่วไปในกระบวนการรับรู้ในการเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ต่างจากปิระมิดที่มียอดแหลมตั้งบนพื้น….ถ้าเปรียบพื้นดินเหมือนความรับรู้อันกว้างใหญ่ไพศาลในจักรวาล….โดยมีปลายแหลมของยอดปิระมิดที่เป็นบริเวณที่มนุษย์ทำความเข้าใจต่อโลกและสรุปเป็นหลักการ
…..เมื่อมีการต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆขององค์ความรู้….ฐานที่เล็กแต่ส่วนบนมีการแตกแขนงไปไม่สิ้นสุด….ย่อมล่องลอยอยู่บนฟ้าและในที่สุดก็ล้มลงสัมผัสความเป็นจริงยังพื้นดิน…..และสร้างพื้นฐานใหม่……….นั่นจึงเป็นสาเหตุว่า…ทำไมจึงต้องมีการคิดใหม่ในเรื่องหลักการ…ก็เพื่อหารากฐานที่ถูกต้องในการต่อยอด….

หลักพื้นฐานในการคิด….ที่มีหลายรูปแบบเช่น…
แบบแยกส่วนย่อย
แบบการสรุปรวบยอด
แบบบูรณาการ

ในแบบบูรณาการจะเห็นว่ามีฐานของปิระมิดหลายๆปิระมิดแห่งสหวิชาหลายๆสาขาที่เอาปลายแหลมตั้งไว้หลายๆบนดินแดนแห่งความรู้อันเป็นรากฐานการต่อยอดขึ้นไป….จากหลายๆฐานที่เกี่ยวโยงกัน…

หากแต่ว่า….กระบวนทัศน์แบบองค์รวม( holistic paradigm )ที่นำเสนอนี้เป็นแบบวิธีคิดอีกแบบ….ที่ขยายกรอบอ้างอิงให้กว้างขึ้น…เช่นกรอบมิติ…ในการอ้างอิง..

โดยสรุปเป็นกรอบกว้างๆเรียกว่า….มิติแห่งองค์รวมพหุภาพ..

องค์รวมพหุภาพ…..หมายถึงองค์รวมอันประกอบเป็นเอกเทศของสิ่งหนึ่งสิ่งใดในการตรวจวัด….และสัมพันธ์กับสิ่งที่ตรวจวัด….

การวิเคราะห์ทุนอันเป็นหน่วยพื้นฐานหนึ่งในทางเศรษฐกิจการเมืองเช่นกัน…มีรากฐานในการวิเคราะห์ดังได้กล่าวมาแล้ว…คือ….

การวิเคราะห์บนรากฐานทฤษฎีแบบเสรีนิยม
การวิเคราะห์บนรากฐานทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบมาร์กซิสต์

และการวิเคราะห์ภายใต้กระบวนทัศน์แบบองค์รวม….

ผู้เขียนจะเน้นหนักเฉพาะทุน…แห่งระบอบธรรมาธิปไตย….เช่นระบบทุนแบบ ethical capital อันเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจ ของโครงสร้างชั้นบนในระบอบรัฐแห่งธรรมาธิปไตย

Ethical capital หรือทุนแบบมีศีลธรรม ( ทุนในอุดมคติของระบบที่กลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพของทุนเกิดดุลยภาพ) ซึ่งมีความหมายครอบคลุมที่กว้างขวาง….อันรวมไปถึงรูปการจิตสำนึกต่างๆที่เป็นศักยภาพแห่งทุนที่ดำรงอยู่ของมนุษย์ในสังคมนั้นๆ…..รวมถึงศาสนา….ความเชื่อทางจิตวิญญาณต่างๆของผู้คน….

รวมไปถึงจุดอ่อนต่างๆของระบอบทุนภายใต้กรอบกลไกแลกเปลี่ยนแบบเสรีนิยม….และแบบสังคมนิยม…

ทุน…หน่วยย่อยพื้นฐานเศรษฐกิจ-การเมือง

ระบอบเศรษฐกิจการเมืองใดๆล้วนแล้วมิอาจแยกออกจากการพัฒนาไปของระบอบทุนในโลก….
ทุน อันถือเป็นหน่วยย่อยพื้นฐานหนึ่งในทางเศรษฐกิจและการเมืองในสังคม….และเป็นรากฐานสำคัญต่อความสัมพันธ์ต่างๆของผู้คนในสังคมที่ก่อเกิดรูปการจิตสำนึกต่างๆ
การทำความเข้าใจในการพัฒนาไปของทุนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปทำให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงไปของสังคม…วัฒนธรรม…การเมือง…ที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ไปของทุน…

นิยามของทุน…มีผู้ให้คำอธิบายไว้หลายมุมมอง…ในทฤษฎีของฝ่ายสังคมนิยม…ได้ให้คำอธิบายว่า….

ทุน…เกิดจากแรงงาน….และผลจากแรงงานได้สร้างมูลค่าส่วนเกิน….และจากการสะสมทุนที่เกิดจากแรงงานส่วนเกิน ก่อให้เกิดชนชั้นใหม่คือชนชั้นนายทุน…ที่มีอำนาจผูกขาดควบคุมปัจจัยการผลิตต่างๆ…..จึงก่อให้เกิดทฤษฎีแห่งการต่อสู้ทางชนชั้น…และก่อเกิดรัฐแห่งสังคมนิยมขึ้น…..

ขณะที่อีกแนวคิดหนึ่ง…ยึดถือความมีเสรีภาพแห่งทุน….และก่อให้เกิดความมั่งคั่งและใหญ่โตของทุนที่เป็นปัจเจกชนขนาดใหญ่ขึ้น…จนไปสู่การข้ามชาติและไร้รัฐ…

ในแนวคิดที่นำเสนอ…จะพิจารณาทุนในอีกแง่มุมหนึ่ง…เพื่อนำเสนอว่าทุนแห่งรัฐธรรมาธิปไตย….เกิดขึ้นได้อย่างไร…

รัฐแห่งธรรมาธิปไตย ก็คือรัฐที่มีกระบวนการจัดความสัมพันธ์ของระบอบทุนอย่างมีดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่….

การกำเนิดของทุน….และกลไกแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน

มนุษย์ ทุกคนที่เกิดมาบนโลก…ต่างล้วนมีความแตกต่างกัน…ไม่มีมนุษย์คนไหนที่เกิดมาเหมือนกันทุกประการแม้แต่เด็กฝาแฝดก็ตาม….
ความแตกต่างเหล่านี้…แยกเป็นความแตกต่างทางศักยภาพทางกายภาพ…และความแตกต่างทางศักยภาพทางปัญญารวมถึงจิตวิญญาณ…
องค์รวมของศักยภาพเหล่านี้ ที่ประกอบเป็นมนุษย์ผู้นั้น ที่มีความแตกต่างจากผู้อื่น….เมื่อมนุษย์มีการอยู่กันเป็นสังคม….จึงก่อให้เกิดกระบวนแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพเหล่านั้นที่มีศักย์สะสมไว้แตกต่างกัน….
จึงมีการเกิดขึ้นของ….กลไกแห่งการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพของทุน….

เช่น…ระบบการประเมินคุณค่าของศักยภาพที่มีอยู่….ระบบแลกเปลี่ยนศักยภาพ…
ในยุคบรรพกาล….ก็ย่อมมีการประเมินคุณค่าที่แตกต่างกันไป….ศักยภาพที่ได้เปรียบทางกายภาพบางครั้งอาจถูกประเมินว่ามีคุณค่าที่สูงกว่า…
เมื่อกลไกแห่งการแลกเปลี่ยนไร้ซึ่งดุลยภาพ…..ภายใต้การเปลี่ยนแปลงไปของสภาพแวดล้อมต่างๆที่เปลี่ยนไป….รวมไปถึงศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและลดลงของผู้คนเมื่อมีการเปรียบเทียบอย่างสัมพัทธ์…..
การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้น……จากการขาดดุลยภาพในการแลกเปลี่ยนเหล่านั้น……

การวิเคราะห์ในแบบเศรษฐกิจการเมือง

ในการวิเคราะห์แบบทฤษฎีของค่ายสังคมนิยม หรือทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษ จะมีแบบวิธีวิเคราะห์ กว้างๆคือ รากฐานทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างชั้นบน

รากฐานทางเศรษฐกิจ หรือพื้นฐานทางเศรษฐกิจ จะประกอบไปด้วยส่วนหลักๆ2ส่วนคือ….พลังการผลิต และความสัมพันธ์ทางการผลิต
พลังการผลิต จะวิเคราะห์ถึง คน และ เครื่องมือการผลิต หรือการเปลี่ยนแปลงไปของคน และสภาพแวดล้อมภายใต้การเปลี่ยนไปของกระบวนการผลิตต่างๆ….
ความสัมพันธ์ทางการผลิต จะวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ของคนในการถือครองปัจจัยการผลิตต่างๆ….ระบบแห่งสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป…
ทั้งหมด กล่าวโดยรวมๆจะเรียกว่า การศึกษาวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์….โดยมีรากฐานแห่งการคิดคือปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษที่มีหลักสำคัญคือวัตถุกำหนดจิต การปฏิบัติเป็นพื้นฐานความรู้เป็นต้น….. และเอกภาพของด้านตรงข้ามหรือทวิลักษณะหรือทฤษฎีวิภาษวิธี

การวิเคราะห์ในเรื่องทุน….ในแบบวิธีการวิเคราะห์แบบนี้จะเน้นการวิเคราะห์ชนชั้นของทุน….หรือสรุปกว้างๆได้ว่ากระบวนความคิดใดๆมีการดำรงอยู่ของชนชั้น….ระหว่างชนชั้นที่ได้เปรียบและเสียเปรียบ
บนพื้นฐานของปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษ ที่มีหลักการว่าการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งเกิดจาก การเปลี่ยนแปลงของเอกภาพด้านตรงข้ามโดยมีเหตุภายนอกเป็นเงื่อนไข และเหตุภายในเป็นมูลฐานการเปลี่ยนแปลง เหตุภายนอกก่อบทบาทโดยเหตุภายใน……
ด้วยเหตุนี้…นักทฤษฎีของค่ายนี้ที่ยึดถือทฤษฎีอย่างเหนียวแน่นจึงเสนอแนวทางนโยบายใดๆล้วนมีลักษณะ การสร้างเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดการเร่งการสูญสลายทางชนชั้น…..

เมื่อมีการวิเคราะห์ถึงชนชั้นของทุน….จึงมีการเสนอทิศทางนโยบายอันเป็นการลดทอนลงของการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์….เมื่อมีการถือเอาว่ามนุษย์ที่มีแนวคิดที่เรียกว่าทุนนิยมเป็นเป้าหมายทำลายล้าง…..ด้วยแบบวิธีคิดแบบกลไก…

จึงทำให้เกิดการเฉื่อยชา….เกิดองค์กรขนาดมหึมาที่เทอะทะและเฉื่อยชา…..หรือในกรอบคิดค่ายนี้จะเรียกว่า ความขัดแย้งระหว่างพลังการผลิตและความสัมพันธ์ทางการผลิต…ที่ก่อเกิดเงื่อนไขขัดขวางต่อการพัฒนาของพลังการผลิต…..

ในประเทศจีน ก็ยังยึดถือแนวคิดเช่นนี้…แต่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดโดยมุ่งยึดถือคนเป็นศูนย์กลาง….
การยึดถือคนเป็นศูนย์กลาง….จึงทำให้…ทุน…ในความหมายแบบมาร์กซิสต์คลาสสิกต้องเปลี่ยนไป….และตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น…

เพราะทุน….แท้ที่จริงแล้วก็คือศักย์…หรือพลังงานศักย์ ใดๆ….หรือศักยภาพใดๆที่แตกต่างกันของมนุษย์….ของกลุ่มทางสังคมของมนุษย์….

ที่ย่อมมีความแตกต่าง ทั้งปัจเจกชน และกลุ่ม

ระบบแห่งการเอารัดเอาเปรียบใดๆ….ล้วนเกิดจากการขาดดุลยภาพอันเกิดจาก ระบบกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพของทุนที่ดำรงอยู่ในมนุษย์….

กรอบแนวคิดแบบเสรีนิยมเช่นกัน….เมื่อปล่อยให้มีการดำเนินไปของปัจเจกชน…อย่างไร้ทิศทางควบคุม…ก่อให้เกิดกลุ่มที่ทรงอำนาจที่ผูกขาดอำนาจเศรษฐกิจการเมืองไว้ในมือของคนส่วนน้อยในสังคม….และลักษณะอนาธิไตยต่างๆ…อันไม่อาจเกิด…..ทุนแห่งศีลธรรมจรรยา หรือธรรมาธิปไตยของทุนได้….

ดังนั้นเอง…ทุนแห่งศีลธรรมจรรยา กล่าวกว้างๆก็คือทางสายกลาง…ที่เกิดจากการลดลงของทั้งสองขั้วดังกล่าว….ก่อเกิดรูปการใหม่ขึ้นมา….อันก่อให้เกิดดุลยภาพของระบบทุน…..

แบบจำลององค์รวมพหุภาพทุน

ในการวิเคราะห์แบบแยกส่วนย่อย(reduction) จะเห็นได้ว่าหน่วยย่อยพื้นฐานเบื้องต้นของทุน(capital ) ที่จริงแล้วก็คือ คน นั่นเอง

ทุน คือศักยภาพที่มีการสั่งสมของมนุษย์ อันประกอบไปด้วยศักยภาพทุนทางกายภาพ และศักยภาพทุนทางปัญญา-จิตวิญญาณ นั่นก็คือคนที่มีการสั่งสมทางวิวัฒนาการ ในทางกายภาพของมนุษย์ และการสั่งสมทางปัญญา-จิตวิญญาณ ตามวิวัฒนาการแบบวิถีชีวิตในทางสังคมมนุษย์

เมื่อทุน ก็คือ คน และ คน ก็คือ ทุน การวิเคราะห์ทุนใดๆที่พัฒนารูปแบบมาถึงปัจจุบัน ย่อมแยกไม่ออกจาก ระบบความเชื่อ รูปการจิตสำนึก จิตวิญญาณของมนุษย์

การศึกษาวิจัยในทางสังคมศาสตร์ ทุกชนิด ล้วนเริ่มต้นจากคน….และมีการต่อยอดสาขาวิชาไปมากมายเหลือคณานับ….

หากมิมีการมองในแบบรวบยอด ( deduction) ก็จะไม่เห็นถึง รากฐาน และทิศทาง….และเช่นกันหากมองแบบแยกส่วนโดดๆ( reductionism) และการสรุปรวบยอดโดดๆโดยขาดการเจาะลึกหารายละเอียด( deductionism) ก็จะไม่พบทิศทางและแนวทางที่เป็นรูปธรรม…..

อุดมการณ์ และจุดมุ่งหมาย

นักทฤษฎีทางสังคมศาสตร์โดยทั่วไปแล้วหากกล่าวถึงจุดมุ่งหมายแล้วล้วนมีจุดมุ่งหมายในการก่อให้เกิดสภาวะดุลยภาพของมนุษย์ในการเปลี่ยนแปลงสังคม…

ในปัจจุบันหากแยกประเภทใหญ่ๆกว้างๆในเชิงอุดมการณ์ได้แก่…
-อุดมการณ์แห่งลัทธิเสรีนิยม
-อุดมการณ์แห่งสังคมนิยมแบบอเทวนิยม
-อุดมการณ์แห่งสังคมนิยมแบบเทวนิยม

ในแบบเสรีนิยม อันมีจุดมุ่งหมาย เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ภายใต้หลักคิดแห่งการมีเสรีภาพของปัจเจกชน ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้เกิดการขยายศักยภาพทุนภายใต้การแข่งขัน….หากแต่ว่าเมื่อขาดทิศทางแห่งการสร้างลักษณะร่วมขององค์รวมพหุภาพเหล่านั้น….อันไม่ต่างจากองค์รวมที่ประกอบเป็นมนุษย์ที่ประกอบด้วยองคาพยพของหน่วยย่อยต่างๆที่เป็นอิสระ….แต่ก็ยังมีลักษณะร่วมเพื่อการพัฒนาร่วมกัน…..

เสรีภาพ ที่มีในเชิงกายภาพและจิตวิญญาณ โดยขาดการควบคุมทางจิตวิญญาณ…..ก็ก่อให้เกิด….อนาธิปไตยแห่งทุน…อันเป็นการทำลายเอกภาพแห่งองค์รวม….

ในแนวคิดแบบสังคมนิยม ในแบบอเทวนิยม และแบบเทวนิยม รูปแบบหลักคือการใช้รูปแบบศรัทธานิยมเป็นหลัก….อุดมการณ์แห่งการควบคุมในทางจิตวิญญาณอย่างเข้มข้น…..

ในการควบคุมอย่างเข้มข้นเพียงอย่างเดียว….จึงก่อให้เกิดการทำลายความมีเสรีภาพแห่งการสร้างสรรค์ หรือส่งเสริมให้เกิดศักยภาพสูงสุดของทุน….

เมื่อทุน….ก็คือ คน…..หรือศักย์ที่ดำรงอยู่ในคน

เมื่อคน…ต่างล้วนมีรูปการแห่งความเชื่อ ที่แตกต่างกัน….ไม่มีแม้แต่คนเดียวในโลกที่เหมือนและเท่าเทียมกันทุกประการ……

เมื่อ อุดมการณ์ ที่ตั้งบนพื้นฐานทฤษฎีและการปฏิบัติอันไม่สอดคล้อง….เป้าหมายและอุดมการณ์…ก็ต้องเป็นเพียงแค่ความฝันลมๆแล้งๆ….

และในทางตรงข้าม เป็นการทำลายล้างมวลมนุษยชาติ….

แน่นอนที่สุด…เป็นการทำลายทุน…

เมื่อทุนคือคน….และจุดมุ่งหมายของผู้คน….ต่างล้วนแสวงหาความสุขที่ตนพึงพอใจ…..

แนวคิดทฤษฎีและแบบวิธีการวิเคราะห์ทางสังคม

แนวคิดทฤษฎีและแบบวิธีการวิเคราะห์ทางสังคมเพื่อศึกษาสังคมไทยโดยทั่วไปจำแนกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ดังนี้

1. การวิเคราะห์แบบแยกส่วนย่อย และแบบสรุปรวบยอด จะจำแนกเป็นประเภทกว้างๆดังนี้

- แบบวิธีวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ
- แบบวิธีวิเคราะห์ทางการเมือง
- แบบวิธีวิเคราะห์ทางสังคมและมานุษยวิทยา
- แบบวิธีวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์
- แบบวิธีวิเคราะห์ทางจิตวิทยาสังคม
- แบบวิธีวิเคราะห์ด้านโครงสร้าง
- แบบวิธีวิเคราะห์ด้านบุคลิกภาพและจิตใจ
- แบบวิธีวิเคราะห์ด้านความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
- แบบวิธีวิเคราะห์ในแนววิวัฒนาการ เป็นต้น

ในแบบวิธีวิเคราะห์ทางทฤษฎีทางเศรษฐกิจ ของนักเศรษฐศาสตร์ จำแนกได้กว้างๆดังนี้

- กลุ่มคลาสสิก ได้แก่ ทฤษฎีพัฒนาการเศรษฐกิจ ของอดัม สมิท (1723-1790)ถือเป็นOriginal ในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ของโลก เดวิด ริคาร์โด (1772-1823) และจอห์น สจ๊วต มิลล์ เป็นต้น

- กลุ่มคัดค้านคลาสสิก ได้แก่ คาร์ล มาร์กซ (1818-1883)

- กลุ่ม นีโอ-คลาสสิก เช่น อัลเฟรด มาร์แชลล์ กลุ่มออสเตรีย (the Austrian School) กลุ่มMathematical School มีอิทธิพลระหว่าง 1870-1935

- กลุ่มคัดค้าน นีโอ-คลาสสิก ได้แก่ โจเซฟ ชุมปีเตอร์ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ Roy F.Harrod และEvsey D.Domar เป็นต้น รวมไปถึงแนวคิดนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปในปัจจุบัน
- กลุ่มคลาสสิกใหม่ (new clas-sical )

แนวนโยบายทั่วไปของรัฐโดยทั่วไปจะยึดแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจากแนวคิดดังกล่าวข้างต้น

2. การวิเคราะห์แบบสหวิทยาการ หรือแบบบูรณาการ ได้แก่

- แบบวิธีวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม ในแบบวิธีวิเคราะห์แบบนี้ เช่น แบบวิธีวิเคราะห์แบบมาร์กซิสต์ ถือเป็นแบบแรกในการนำเสนอแนวคิดในการวิเคราะห์แบบนี้โดยมีรากฐานทางทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษ เป็นหลักในการวิเคราะห์

หากแต่ว่ากรอบวัตถุนิยมวิภาษแบบมาร์กซิสต์คลาสสิก นั้นจะเป็นในรูป การวิเคราะห์แบบทวิลักษณะในแบบกลไก เช่น การยึดถือเอาชนชั้นอันเป็นนามธรรมคือชนชั้นกรรมาชีพที่ไร้สมบัติ ไม่มีความคิดเอารัดเอาเปรียบ ไม่มีการขูดรีด เป็นชนชั้นที่มองแบบกลไกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด มีจิตใจเสียสละที่สุด ไร้ซึ่งความเห็นแก่ตัว ฯลฯ

หรือสรุปง่ายๆ ก็คือ พระเจ้านั่นเอง จินตภาพ กรรมาชีพ ก็ไม่ต่างจากพระอรหันต์ ในศาสนาพุทธ และพระเจ้าในศาสนา อื่นๆ

นั่นคือการถือเอา อุดมคติ หรือเป้าหมายในเชิงอุดมคติ มาเป็นแบบวิธีการกำหนดแนวทางนโยบายในการแปรเปลี่ยนมนุษย์ โดยแนวทางการสูญสลายชนชั้นแบบกลไก

แต่ทฤษฎีของมาร์กซ ได้สร้างคุณูปการให้แก่ชาวโลกหลายประการเช่น การเกิดแนวคิดรัฐสวัสดิการ ในประเทศอุตสาหกรรม การดูแลเอาใจใส่แก่คนงานเพิ่มขึ้น และทฤษฎีมาร์กซ ถือเป็นต้นแบบการวิเคราะห์แบบสหวิทยาการแม้ว่าจะเป็นในแบบกลไกแต่เนื่องจากเกิดขึ้นมานับร้อยปีแล้ว

3.การวิเคราะห์แบบองค์รวม ในแบบวิธีการวิเคราะห์ แบบนี้จะต้อง ถือความสัมพันธ์ของทุกส่วนนั้นเกี่ยวข้องกัน

เพื่อเสนอ model ( ตัวแบบ) ในการวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยและเป็นแนวทางในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ดังที่ได้นำเสนอมากว้างๆ ในปัญหาเรื่องทุน ซึ่งจะเป็นหน่วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจการเมืองในสังคม

การวิเคราะห์แบบองค์รวม จะต้องวิเคราะห์ ถึงความสัมพันธ์ ระหว่าง องค์รวมของทุนหรือศักยภาพทุนทางกายภาพและศักยภาพทุนทางปัญญาและจิตวิญญาณของมนุษย์ ที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่นธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติ และสังคม

การวิเคราะห์รูปแบบการพัฒนาไปของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพของทุน ระบบที่มีดุลยภาพของกลไกกลางการแลกเปลี่ยน หรือระบบดุลยภาพของทุน เป็นต้นเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ที่ก่อให้เกิดดุลยภาพทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคม

การพัฒนาคิดค้นรูปแบบการสร้างมูลค่าให้กับทุน เช่น ทุนทางวัฒนธรรม และทุนทางสังคมต่างๆเพื่อก่อให้เกิดดุลยภาพ และเกิดการสะสมทุนเพิ่มขึ้นของกลุ่มที่ขาดดุลยภาพทางทุนในสังคมไทยเช่นชาวนาชาวไร่ในชนบทไทย อย่างเป็นรูปธรรม

ชาวนาชาวไร่ ที่เพิ่งหลุดพ้นจากความไร้อิสระภาพในการสะสมทุนจากระบบไพร่ มาเพียงแค่ชั่วไม่กี่อายุคน คือเพียงแค่ร้อยกว่าปี จากที่ต้องทำงานให้มูลนายในสังกัดเป็นปี ลดลงเหลือ 6เดือนต่อปี และมีการยกเลิก แต่แบบวิถีชาวบ้านในชนบทก็ยังมีการเกณท์แรงงานเช่นกันหากแต่ว่าเป็นความสมัครใจ นอกจากจะมีระบบการผลิตที่ต้องพึ่งพิงธรรมชาติเป็นหลักและต้องทำงานอย่างหนักแต่ไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาผลผลิต
จากประวัติศาสตร์ที่ยากจน ปัจจุบันก็ยังยากจน และอนาคตก็ยังจะยากจนต่อไป ถ้าไม่มีการสร้างเสริมให้เกิดดุลยภาพแห่งทุน

เมือง ที่บริโภคทรัพยากรส่วนใหญ่ของประเทศ ขณะที่ชนบท ขาดแคลน จึงก่อให้เกิดการขาดดุลยภาพอย่างหนักในประเทศ ระบบรวมศูนย์ที่เมืองใหญ่ และกระจายไปเมืองบริวาร ไปจนถึงหน่วยสุดท้ายหมู่บ้านในชนบท
เช่นคนเมืองใหญ่ มีการบริการทางการแพทย์ที่ดี เป็นศูนย์รวมการคมนาคมขนส่ง ส่วนเมืองเล็กๆก็เป็นเมืองบริวาร เช่นถ้าจะขึ้นเครื่องบินก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเมืองใหญ่เพิ่มขึ้น จึงก่อให้เกิดการกระจุกตัวในเมืองใหญ่ และพ่อค้าในเมืองจึงเป็นผู้ที่มีการสะสมเงินทุนได้สูง
ภายใต้ระบบการเมืองที่ผูกขาดอำนาจก่อให้เกิดการเติบโตของกลุ่มพ่อค้า กลุ่มมาเฟีย และระบบผู้รับเหมาก่อสร้างที่บริหารจังหวัดที่ผลาญงบประมาณแผ่นดินในการบริหารท้องถิ่น เป็นต้น
ขณะที่ระบบการผลิตที่ล้าหลังในชนบท ระบบการทำนาที่อาศัยธรรมชาติเป็นหลัก โดยมีที่ทำการเกษตรที่เป็นที่ทำนาเป็นหลัก แยกออกไปจากบ้านพักอาศัยซึ่งจะเป็นชุมชนเป็นหมู่บ้าน ทำให้การปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรแบบผสมผสานลำบาก และต้องลงทุนสูงในการปรับปรุงที่นา ในการโยกย้ายที่อยู่อาศัย ปัญหาความปลอดภัยต่างๆเป็นต้น จึงทำให้การผลิตไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงตนเองได้และก่อเกิดปัญหาหนี้สิน ปัญหาการอพยพหางานทำในเมือง การแตกสลายของครอบครัว เป็นต้น

แนวทางการปรับเปลี่ยนและมีการค้นคิดนำใช้ทุน ทางวัฒนธรรม ทางสังคม ทางการสั่งสมภูมิปัญญา ให้กับชาวนาชาวไร่ พร้อมๆกับการช่วยเหลือด้านเงินทุนเบื้องต้นเพื่อก่อให้เกิดการสร้างผลิตผล จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ก่อให้เกิดการเพิ่มพูนขึ้นทางศักยภาพทุนของกลุ่มชาวนาชาวไร่ในสังคมที่ขาดศักยภาพทุนมาตลอดในรูปเงินลงทุน

ระบบกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุนใดๆที่ก่อให้เกิดดุลยภาพ ย่อมเป็นกลไกของระบบรัฐแห่งธรรมาธิปไตย

กระบวนทัศน์(paradigm)หมายถึงความคิดหรือทัศนะพื้นฐานในการมองโลก อันเป็นแบบจำลองหรือ แบบกระสวนในทางความคิด เป็นองค์รวมของรูปแบบ กระบวนการ กรรมวิธีในการคิด โลกทัศน์ในการคิด อันเชื่อมโยงไปถึง ญาณทัศน์ ปัญญาทัศน์ หรือวิสัยทัศน์ ของคนเราในการมองโลกการจำแนกกระบวนทัศน์ เป็นประเภทใหญ่ๆได้แก่กระบวนทัศน์แบบแยกส่วนย่อย(reduction)กระบวนทัศน์แบบการสรุปรวบยอด ( deduction)

กระบวนทัศน์แบบองค์รวม(holistic)องค์รวม(holistic) มาจากคำว่าholos(whole) ในภาษากรีก….หมายถึงทัศนะที่ถือว่าความเป็นจริงทั้งหมดของสิ่งใดย่อมมีคุณสมบัติสำคัญเฉพาะตนซึ่งไม่สามารถจะเข้าใจได้ด้วยวิธีการแยกสิ่งนั้นออกเป็นส่วนย่อยๆแล้วศึกษาจากคุณสมบัติของส่วนย่อยๆนั้น…แม้จะเอาคุณสมบัติส่วนย่อยนั้นๆมารวมกันก็ไม่สามารถเทียบความหมายหรือความสำคัญกับคุณสมบัติองค์รวมเดิมได้…..( ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจาก หนังสือ จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ แปลโดย พระไพศาล วิสาโล และทีมงาน แปลจาก The Turning Point เขียนโดย Fritjof Capra นักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี2529 หรือเมื่อ 20 ปีที่แล้วโดยสำนักพิมพ์มูลนิธิโกมล คีมทอง )ในการทำความเข้าใจต่อธรรมชาติและสิ่งต่างๆของมนุษย์หากจำแนกเป็นประเภทใหญ่ๆในกระบวนการรับรู้หรือปรัชญาในการคิดและความเชื่อ….จำแนกได้เป็น

จักรวาลวิทยา…..อันได้แก่ กรอบแนวคิดที่อธิบายว่า โลก จักรวาล เป็นอย่างไร มีกำเนิดมาอย่างไร…เป็นต้นในกรอบนี้จำแนกแนวคิดใหญ่ๆ คือ โลกแห่งวัตถุ และโลกแห่งจิต…เป็นต้น

ปัญญาวิทยา หรือญาณวิทยา (episternology) จะอธิบายถึง กระบวนการรับรู้ของมนุษย์ว่าเกิดจากอะไร….ซึ่งจะจำแนกออกไปหลายประเภทหลายแนวคิด…เช่นแบบประจักษ์นิยม แบบปฏิบัตินิยม แบบญาณทัศน์(intuition)หรือแบบรหัสนัย เป็นต้น หรือแยกเป็นประเภทใหญ่ๆคือแบบจิตนิยมและวัตถุนิยม

มรรควิทยา(methodology) จะเป็นกรอบของแนวคิด และทฤษฎี หรือเครื่องมือการวิเคราะห์ รวมทั้งตรรกวิทยา อันเป็นการให้เหตุและผล

ปรัชญาหลักๆในการคิด เมื่อจำแนกประเภทจะเห็นได้ว่า มี การแยกส่วนเป็น2 ประเภทใหญ่ๆคือ…วัตถุ และจิต

กรอบแนวคิดแบบองค์รวม (holistic) ถือความเป็นเอกภาพของวัตถุและจิต อันประกอบเป็นองค์เอกภาพที่มีคุณสมบัติเฉพาะสิ่ง….และแสดงออกเป็นคุณสมบัติขององค์รวมนั้นๆ…โดยไม่อาจจะแยกส่วนออกมาโดดๆได้…..

มิติแห่งองค์รวมพหุภาพ

การรับรู้ใดๆของมนุษย์ล้วนแล้วมีกรอบแห่งการอ้างอิงทั้งสิ้น…..กรอบอ้างอิง(reference frame) แกนอ้างอิง หรือผู้สังเกตุ
โดยปกติแล้วมนุษย์ทุกคนที่เป็นผู้สังเกตุ มักจะเอาตนเองเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง….ใช้การรับรู้ทางอายตนะ และทางปัญญาที่ตนเองมีเป็นเครื่องวัด และตัดสิน

ข้อจำกัดการรับรู้ใดๆล้วนแล้วอยู่ภายใต้กรอบ(frame) และขอบเขตุ(scope) ของสิ่งที่สังเกตุและข้อจำกัดของผู้สังเกตุ….

ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่า สัจจธรรมสัมพัทธ์ และสัจจธรรมสัมบูรณ์ จึงเป็นเพียงค่าประมาณการที่มีขอบเขตุอันแตกต่างกัน เท่านั้น

การวิเคราะห์โดยการขยายขอบเขตุ มิติ (dimension)ในการวิเคราะห์เป็นการเพิ่มมุมมองในการวิเคราะห์ปัญหาหากแต่ว่าจะต้อง พิจารณาในแง่ขององค์รวม นั่นคือมิติแห่งองค์รวมพหุภาพ…

การวิเคราะห์ในแบบกรอบอ้างอิง10 มิติ

การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์จากอดีตถึงปัจจุบัน ในทางวิทยาศาสตร์ได้อธิบายให้เห็นว่าโลกวัตถุปัจจุบัน ก็คือการเกาะเกี่ยวกันของสนามแรงที่ประสานกันเป็นตาข่าย ความแตกต่างก็เพียงแค่ความเข้มข้นของการประกอบกันขึ้นของสนามแรง สนามแรงเท่าที่มนุษย์ค้นพบประกอบไปด้วย 4 สนามแรงได้แก่ สนามแรงแม่เหล็กไฟฟ้า สนามแรงโน้มถ่วง สนามแรงนิวเคลียร์พลังสูง สนามแรงนิวเคลียร์พลังต่ำ…..ภายใต้การประกอบกันเป็นคอนตรินิวอัม(continuum) หรือความต่อเนื่องของเหตุการณ์ ภายใต้กาลาวกาศ(space-time) แบบ 4 มิติ….คือ มิติกว้าง มิติยาว มิติหนาหรือสูง และมิติเวลา…

หากเราดูตัวอย่างง่ายๆในความต่อเนื่องจะเห็นได้จากการฉายภาพยนต์ ภาพที่เราเห็นประมาณ24ภาพต่อวินาที ที่เดินมาอย่างต่อเนื่องถึงสายตาของเราภายใต้กรอบเฟรมภาพ หรือขนาดของสเปกของภาพที่เข้าไปแทนที่ในที่ว่างแห่งเหตุการณ์(ที่ว่างตามจินตภาพภายใต้กรอบอ้างอิง) การเกิดและดับตลอดเวลาที่แบบชุดข้อมูลเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง…..

จักรวาลนี้มีแค่ 4 สนามแรง จริงหรือ?…..และกรอบแห่งการคิดใดๆของมนุษย์ มีแค่ 4มิติ จริงหรือ?……

คำตอบคงไม่ใช่…จักรวาลอันกว้างใหญ่และคงไม่มีเพียงแค่กรอบอ้างอิงแค่นี้เท่านั้นจึงจะยืนยันได้ว่าเป็นสัจจธรรม….เป็นวิทยาศาสตร์…

และมนุษย์ก็คงไม่จำกัดตนเองกับเครื่องมือค้นคว้า….เพียงแค่นี้เท่านั้น….

ในกรอบการวิเคราะห์แบบ 10 มิติจะเป็นการอธิบายถึง…มิติที่5เงา…มิติที่6 วงแหวน…มิติที่7การทับซ้อนทางกายภาพหรือพหุภาพทางกายภาพ…มิติที่8การทับซ้อนของเวลาหรือพหุภาพเวลา…มิติที่9มิติของการหมุนและมิติที่10องค์รวมพหุภาพ…หรือมิติแห่งองค์รวมทั้งหมดที่กล่าวถึง…

มิติที่5 มิติเงา…

เงา…ดังได้กล่าวมาแล้วคือมิติหนึ่งที่ดำรงอยู่ของวัตถุ…อันเกิดจากอันตรกิริยาของวัตถุนั้นๆกับภายนอกซึ่งรวมไปถึงผู้สังเกตุ….มิติเงา…หากจำแนกให้เห็นถึงการดำรงอยู่หรือในสถานะมิติหนึ่ง….จำแนกเป็นประเภทใหญ่ๆคือ….

เงาในเชิงรูปธรรม เป็นการตรวจวัด อันตรกริยาต่างๆ ณ. เวลานั้นๆ…เช่นเงาแห่งอดีต…เงา ณ.เวลาอ้างอิง และเงาแห่งอนาคต…ซึ่งเป็นผลจากอันตรกิริยาของวัตถุกับภายนอก..ณ.เวลาอ้างอิงของผู้สังเกตุ…

เงาในเชิงนามธรรม เช่นโลกเสมือน….ความสัมพันธ์ระยะไกลที่มีความเร็วสูง…จินตนาการ…ความคิด…เครดิต…ผลกระทบจากการกระทำต่างๆ เป็นต้น

การตรวจวัดขอบเขตเชิงปริมาณของเงาหรือผลที่เกิดขึ้นจากการดำรงอยู่ของวัตถุนั้นๆที่มีอันตรกิริยากับภายนอก……การวัดจำนวนปริมาณหรือตำแหน่งแห่งที่ที่แน่นอนตรวจวัดได้จากการกำหนดกรอบแห่งอันตรกิริยา….ตัวอย่างเช่น….การเกิดคลื่นสึนามิ…แม้ว่ามีการเกิดขึ้นมาจากการตรวจวัดปรากฏการณ์ได้ และสิ้นสุดลงในรูปพลังงานคลื่นที่ซัดชายฝั่งในวันที่ 26 ธันวาคม 47….แต่ว่า….มิติเงาแห่งสึนามิ…ยังดำรงอยู่…และกระทำอันตรกิริยากับสิ่งต่างๆอย่างต่อเนื่องและกระบวนการของปฏิกิริยาลูกโซ่ต่างๆ……

เช่น…ผลกระทบในขอบเขตุต่างๆหรือกรอบอ้างอิงภายใต้การสังเกตุ….ผลกระทบด้านด้านจิตใจหรือจิตวิญญาณ…..รูปธรรมเช่นถ้าเราวิเคราะห์ในกรอบขอบเขตุการวิเคราะห์ในประเด็นเรื่อง ธุรกิจท่องเที่ยวชายทะเล…จะเห็นได้ว่าสุนทรียภาพเกี่ยวกับความงามของทะเลของคนหลายล้านคนบนโลกนี้ได้เปลี่ยนไป…

นอกเหนือจากคนหลายล้านคนที่สูญเสียญาติพี่น้อง…..คนอีกหลายล้านบนโลกที่รับรู้ข้อมูลข่าวสารทั้งจากภาพทางสื่อสารมวลชน…และไปสัมผัสเอง…

ความงามของทะเล….ที่เคยมองอย่างด้านเดียว…ปัจจุบันก็มองเห็นมหันตภัยที่ควบคู่ความงามเหล่านั้นด้วย….และลึกลงไปถึงความเชื่อของคนจำนวนมากที่…มีความกลัวผี…..

และเงาแห่ง สึนามิก็จะดำรงอยู่เป็นเงาแห่งความทรงจำของผู้คนไปอีกนาน….

สุนทรียภาพที่เปลี่ยนไปเหล่านี้….ไม่ได้หมายความว่าจะลดทอนการท่องเที่ยวของคนน้อยลงในอนาคต…หากแต่ว่าจะปรับเปลี่ยนสุนทรียภาพใหม่…เช่น…การเกิดเครือข่าย…ผู้สูญเสียของสึนามิ….เป็นเครือข่ายที่แสดงออกในลักษณะภราดรภาพ…หรือความเป็นพี่น้อง…ของมนุษยชาติที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน…..

ดังนั้น…การมาเที่ยวอีกครั้ง…ไม่ใช่เพียงดูความงามแห่งทะเล…หากยังมีความรู้สึกที่จะต้องมารำลึกถึงดินแดนแห่งประวัติศาสตร์แห่งมหันตภัย…..ที่เขาต้องสูญเสียคนที่เขารัก….และมวลมนุษยชาติ…

ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วคืออันตรกิริยา…อันเกิดจากมิติแห่งเงา…ของสึนามิ…

เพื่อที่จะทำความเข้าใจในสิ่งที่ผู้เขียนจะสื่อความหมาย…จึงขอทำความเข้าในในนิยามต่างๆที่ผู้เขียนใช้อธิบายดังนี้….

ความต่อเนื่องของเหตุการณ์
และความต่อเนื่องแห่งการขาดหายไปของเหตุการณ์

การตรวจวัดใดๆล้วนแล้วมีข้อจำกัดภายใต้กรอบและขอบเขตุอ้างอิงและผู้สังเกตุ…ดังตัวอย่างที่ได้กล่าวมาในตอนที่แล้ว….เช่นการมองเห็นภาพที่เคลื่อนไหวของภาพยนตร์ที่วิ่งมาถึงสายตาคนเราอย่างต่อเนื่อง…ตามค่าคงที่ความเร็วแสง…ในอัตรา24ภาพต่อวินาที….

จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์…ที่ผู้สังเกตุผุ้นั้นจะรับรู้ได้เพียงภาพที่มีความเร็วที่ต่อเนื่องในขอบเขตุจำกัดระยะหนึ่ง…นั่นคือการรับรู้ของมนุษย์ด้วยอายตนะมีขีดจำกัดและรับรู้ได้เพียงน้อยนิดแค่เศษเสี้ยวธุลีแห่งการดำรงอยู่ของความต่อเนื่องของเหตุการณ์ที่มีความต่อเนื่องด้วยความเร็วที่สูงขึ้นที่มีการดำรงอยู่ในธรรมชาติ….หากจำแนกระดับความเร็วในความต่อเนื่องของภาพหลายล้านๆ…จนถึงอนันต์…แห่งความถี่ต่างๆ…

สิ่งที่มนุษย์รับรู้ไม่ได้ด้วยอายตนะไม่ได้หมายความว่าไม่มีการดำรงอยู่ของเหตุการณ์….

สิ่งเหล่านี้จะขอเรียกว่า….ความต่อเนื่องแห่งการขาดหายไปของเหตุการณ์…

มนุษย์จึงไม่ควรเย่อหยิ่ง….หลงลำพองในอวิชชา….เพราะเป็นแค่เศษเสี้ยวธุลีแห่งองค์ความรู้ในจักรวาล…..

ในการอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรม…..และมีการดำรงอยู่อย่างเปรียบเทียบภายใต้กรอบอ้างอิงหรืออย่างมีเงื่อนไขหรืออย่างสัมพัทธ์….โดยทั่วไปจะใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์….อธิบาย..

ปรัชญาคณิตศาสตร์แห่งการต่อเนื่องของความขาดหายของเหตุการณ์

ปรัชญา หรือ หลักการให้เหตุผลในทางคณิตศาสตร์ ที่มีการพัฒนามาในอดีตและจนถึงปัจจุบัน เพื่อที่จะอธิบายถึงความเป็นจริงในการตรวจวัดจำนวน ปริมาณ ที่ดำรงอยู่ในทางธรรมชาติ โดยวิธีการเปรียบเทียบหรือการให้เหตุผลในกระบวนการความสัมพันธ์ต่างๆของธรรมชาติ กับ การตรวจวัดต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยมีกรอบอ้างอิงกับกฎหรือสูตรของธรรมชาติ มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ตรวจวัด

ซึ่งการพัฒนาทางคณิตศาสตร์ปัจจุบันได้แตกสาขาออกไปมากมาย และ เป็นการเปรียบเทียบในเชิงวิเคราะห์กับการสังเคราะห์ หรือ การอธิบายในเชิงรูปนัย มากกว่าที่จะหาความจริงในรูปของ อรูปนัย เช่นถ้า คน กิน ข้าวเป็นจริง หมากิน ข้าวเป็นจริง คนและหมาต่างก็อยู่ในเซต เดียวกันคือเป็นสัตว์ แล้วก็สรุปง่ายๆว่า คน เท่ากับ หรืออาจเท่ากับ หมา เป็นต้น

ปรัชญาในทางคณิตศาสตร์ จริงๆแล้วก็คือ การจัดความสัมพันธ์ ของ สิ่งที่เรียกว่า ความรู้แบบ อะไพรออริ ( a priori knowledge ) หรือความรู้ที่ไม่ต้องมีการอ้างเหตุผลสนับสนุนโดยอาศัยประสบการณ์ กับความรู้ แบบ อะโพสเทอริออริ( a posteriori knowledge ) หรือความรู้ เชิงประสบการณ์

ทั้งนี้ เนื่องจากการคาดหมาย,การพยากรณ์ ถึงสิ่ง ที่ไม่มีรูปธรรมหรือยังไม่เกิดขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ในความเป็นจริงของธรรมชาติที่มีการดำรงอยู่ และขณะเดียวกัน ข้อจำกัดในกรอบอ้างอิงทางคณิตศาสตร์ ยังมีอีกมากมาย เช่น ค่าอนันต์ ที่ไม่สามารถรู้แน่นอนได้

หรือค่าประมาณการ ของค่าคงที่ใดๆในทางคณิตศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งขอบเขตุปริมาณและคุณภาพ หรือเชิงคุณภาพของค่าใกล้เคียงความเป็นจริง ดังนั้น จึงไม่สามารถที่จะถือว่า กฎเกณฑ์ ทางคณิตศาสตร์ เป็นกฎแห่งความบริบูรณ์ ( completeness) ที่จะอธิบายสรรพสิ่งได้โดยปราศจากการตีความหรือการพิสูจน์ปรากฏการณ์ที่เป็นจริงในทางธรรมชาติ

การจัดความสัมพันธ์ในการรับรู้ทั้ง 2 แบบก็คือ การจัดความสัมพันธ์ของความรับรู้ในเชิงจินตนาการ กับ การเกิดขึ้นจริง เพื่อจะหาค่าประมาณการณ์ที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียกว่าปัจจุบัน ให้ใกล้เคียงที่สุด
ปรัชญาคณิตศาสตร์แห่งการขาดหายของเหตุการณ์ ถือว่าสิ่งที่เราเรียกว่าปัจจุบัน ในทางคณิตศาสตร์ ก็ คือ ฟังชั่น หรือหน่วยที่เราจะตรวจวัด ที่มี ความสมมาตรกันกับค่าธรรมชาติ หรือเรียกว่าฟังชั่นของค่าธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นไปในรูปของการทับซ้อน ของ กาลาวกาศ คือ เป็น ค่าของ รูปธรรมองค์รวมอันเกิดจาก อดีต และค่าของรูปธรรมองค์รวมอนาคต ที่ทับซ้อนกันเป็นค่าขององค์รวมปัจจุบันสมมุติ

ซึ่งอาจจะเหมือนดังรูปทรง ของ ไฮเพอร์โบลา ที่ตั้งบนแกนสมมาตรเดียวกัน ซึ่งเป็นแกนหลัก และมี แกนรองในแนวตั้ง วงโค้งทั้งสองด้านซ้ายและขวา ต่างล้ำจากจุดกลางของแกนรองล้ำเลยแกนกลางเข้ามาในแต่ละข้างเหลื่อมทับกัน จุดโฟกัสที่เกิดขึ้นมาใหม่ อันเป็นจุดแห่งดุลยภาพหรือจุดที่สมมาตร ย่อมไม่ใช่จุดที่แกน x และ แกน y ที่ตัดกันในจินตภาพหรือกรอบแนวคิดแบบเดิม หากเป็น การตัดกันที่แกนกลางสมมุติในเชิงจินตภาพที่เป็นนามธรรมของจุดใหม่ที่เกิดขึ้น ของเหตุการณปัจจุบันของอดีตและเหตุการณ์ปัจจุบันของอนาคต และจุดๆนี้ก็คือจุดปัจจุบันสมมุติของปัจจุบันดังภาพ…

การตรวจวัดในทางคณิตศาสตร์ล้วนอยู่บนกรอบและขอบเขตุที่อ้างอิง….เช่นอ้างอิงกับค่าคงที่….และความจริงที่ได้ก็คือการตรวจวัดสิ่งที่หยุดนิ่งอย่างสัมพัทธ์….

เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา…ไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่ง..การตรวจวัดในสิ่งที่เรียกว่าปัจจุบันก็คือการตรวจวัดประมาณการภายใต้ขอบเขตุและกรอบอ้างอิง…ในเวลาที่หยุดนิ่งอย่างสัมพัทธ์…จากผู้สังเกตุหรือวัตถุที่สังเกตุ…

สิ่งต่างๆที่ดำรงอยู่ภายใต้กรอบมิติที่ดำรงอยู่ในที่ว่างและดำเนินไปเป็นความต่อเนื่องของเหตุการณ์….ไม่เพียงแต่มีความต่อเนื่องของเหตุการณ์…หากแต่ว่ายังมีสิ่งที่เรียกว่าความต่อเนื่องของการขาดหายไปแห่งเหตุการณ์ยังดำเนินไปควบคู่กัน…..ภายใต้ข้อจำกัดในการตรวจวัดของมนุษย์….

ค่าจินตภาพปัจจุบันแห่งเหตุการณ์ที่ได้จึงไม่ใช่ค่าจำนวนจินตภาพในแบบเดิมคือ ค่าของการจำลองแบบจากจำนวนจริงของเหตุการณ์ในค่าบวก หรือ การจำลองแบบจำนวนจริงของเหตุการณ์ที่มีทิศทางตรงกันข้ามซึ่งคือค่าลบ การวิเคราะห์ในเชิงเรขาคณิต หรือการหาค่าความน่าจะเป็นไปได้ ก็จะได้เพียงค่าประมาณการของทิศทาง ที่เป็นไปได้ในอนาคตของอดีต หรือทิศทางที่ตำแหน่งแห่งที่ที่มีความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่าปัจจุบันตามความหมายที่เราเข้าใจอันเป็นจุดสมมติแห่งการหยุดนิ่งอย่างสัมพัทธ์….

ตัวอย่างเช่นในวิชาแคลคูลัส ซึ่งถือ ว่า 0 คือจุดวิกฤตหรือจุดที่หาค่าไม่ได้ หรือมีค่าอนันต์ ดังนั้น ฟังชั่น หรือ จินตภาพของการวัดค่าโดยการเปรียบเทียบ ยังมีข้อจำกัดในการแทนค่าใดๆของ 0 ทั้งๆที่ในทางธรรมชาติ มีการดำรงอยู่จริงของสิ่งที่ไม่มี หรือสิ่งที่เราเรียกว่าความว่างเปล่า การดำรงอยู่ของสิ่งที่ไม่มีหรือสิ่งที่เราไม่ทราบค่า แสดงออกคือไม่สามารถหาตำแหน่งแห่งที่ที่แน่นอนได้ เพราะการวัดโดยแทนค่าตัวเลขที่จะแสดงถึงลักษณะของปัจจุบันกาลมันไม่มี หรือถ้าจะมี ก็คือค่าตัวเลขที่ไม่มีการเปรียบเทียบต่อสิ่งใดๆซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง

เพราะเราจะรู้ว่ากว้าง หรือยาว ก็โดยการเปรียบเทียบกับสิ่งอื่นหรือเราจะรู้ในทางธรรมชาติอย่างสัมพัทธ์

ดังนั้นเราอาจใช้คณิตศาสตร์ เชิงวิเคราะห์เพื่อตรวจวัดได้ว่า 0 ก็คือที่ว่างที่มีขนาดความกว้าง ยาว ไม่เท่ากัน ตามขอบเขตุของการวิเคราะห์ ปัญหาทางคณิตศาสตร์ปัจจุบัน ก็คือ เราไม่สามารถหาค่า 0 สัมบูรณ์ของธรรมชาติได้ ดังนั้น การวิเคราะห์ หรือตรวจวัด ของเหตุการณ์ สิ่งที่ทำได้ก็คือการตรวจวัดเงื่อนไขของเหตุการณ์ ที่ผ่านไปในอดีตกับเงื่อนไขเชิงจินตภาพของเหตุการณ์แห่งอนาคต โดยมีค่าจุดสมบูรณ์สมมติ ณ. ที่จุดหนึ่งจุดใด ซึ่งจะอยู่ในขอบเขตุของอดีตหรือขอบเขตุของอนาคตก็ได้ เป็นจุดดุลยภาพที่สมมติของเหตุการณ์

คอนตินิวอัม หรือความต่อเนื่องของเหตุการณ์ ยังมีความต่อเนื่องของการขาดหาย ของเหตุการณ์ ที่เราไม่สามารถวัดค่าสัมบูรณ์ได้ จะทราบได้เพียงประมาณการกว้างๆของเงื่อนไขแห่งเหตุการณ์ในการขาดหาย ไปและการบังเกิดที่ต่อเนื่องกันของเหตุการณ์นั้นๆ

เช่นเดียวกันกับ เมื่อเรามองไปบนท้องฟ้าในวันที่อากาศแจ่มใสเราจะเห็นแผ่นฟ้าที่กว้างใหญ่ที่เป็นสีครามอันเหมือนกับที่ว่างของกาลาวกาศ เมื่อเรามองไปยังก้อนเมฆจากจุดที่เราสังเกตุ ที่มีระยะไกล หรือการตรวจวัดแบบกว้างๆก็จะเห็นเป็นกลุ่มก้อนของเมฆ เราหันไปมองด้านอื่นและกลับมามองก้อนเมฆอีกครั้งมันก็เปลี่ยนรูปไปแล้ว

ในขณะที่แต่ละคนเมื่อมองดูก้อนเมฆที่มีอันตรกิริยาต่อความคิดและจินตนาการของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันทั้งรูปแบบและเนื้อหา

ณ. เวลาเดียวกันผู้สังเกตุที่นั่งบนเครื่องบินเปรียบเหมือนกับผู้สังเกตุที่มีเครื่องมือในการวิเคราะห์ที่ลงลึกไปในรายละเอียดในการวิเคราะห์ ผู้สังเกตุที่อยู่บนเครื่องบินจะเห็นเพียงกลุ่มหมอกที่ไม่คงรูปร่างเปลี่ยนแปลงรูปตลอดเวลาล่องลอยอยู่ห่างๆกันไม่เกาะกันเป็นก้อนใหญ่เหมือนผู้สังเกตุที่อยู่ระยะไกลหรือผู้สังเกตุที่มีการตรวจวัดอย่างหยาบๆแม้แต่การตรวจวัดระยะไกลก็เช่นกันเพียงไม่กี่นาทีก้อนเมฆก็มีการเปลี่ยนรูปแล้ว

แน่นอนที่สุดเราไม่สามารถหาค่าอะไรคือปัจจุบันสัมบูรณ์ที่สามารถอ้างอิงได้ทุกกรอบอ้างอิง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความคิดของผู้สังเกตุทั้งสองคนที่อยู่คนละจุด เพราะกระบวนการที่เกิดอันตรกิริยาทางจิตยิ่งมีความแตกต่างกันอย่างมากมายไม่ว่าเรื่องของอารมฌ์ ความรู้สึกต่างๆ และจินตนาการอื่นๆอีกมากมาย

การเกิดขึ้นและการหายไปของเหตุการณ์ใดๆจึงเป็นการเกิดขึ้นและการหายไปของเงื่อนไขต่างๆ สิ่งที่เรียกว่าวัตถุใดวัตถุหนึ่ง ก็คือองค์รวมของเงื่อนไขแห่งเหตุการณ์ หรือองค์รวมแห่งการประกอบกันของเงื่อนไขที่มีดุลยภาพอย่างสัมพัทธ์ในความต่อเนื่องของการดำรงอยู่และการขาดหายไป แห่งการประกอบกันของเงื่อนไขนั้นๆภายใต้กรอบแห่งการสังเกตุที่แตกต่างกันอันประกอบกันเป็นส่วนหนึ่งแห่งเงื่อนไข